
ใครหลายคนอาจรู้จัก “ทะเลสาบโผหยาง” ในฐานะทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีน มีนกอพยพมาพักอาศัยจำนวนมากจนกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนระหว่างที่เดินทางมายังมณฑลเจียงซี แต่ทะเลสาบกว้างใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร และมีความลึกเฉลี่ย 8 เมตรแห่งนี้ มีเรื่องเล่าน่ากลัวที่สร้างความหวาดหวั่นให้คนจำนวนมาก
น่านน้ำเหล่าเหยเมี่ยว (Laoye Temple) ตั้งอยู่ใกล้วัดเหล่าเหย ตอนเหนือของทะเลสาบโผหยาง อยู่ในเส้นละติจูดเดียวกันกับ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งมหาสมุทรแอตแลนติก” แดนพิศวงที่มีเรือและเครื่องบินหายไปอย่างลึกลับ น่านน้ำเหล่าเหยเมี่ยวแห่งนี้ได้ลักพาเรือและนักดำน้ำไปไม่น้อยเช่นกัน จนได้ชื่อว่าเป็น “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งประเทศจีน” ชาวบ้านบางคนเรียกว่าเป็น “น่านน้ำแห่งความตาย”
ภายในเวลา 60 ปี มีเรือจมหายในน่านน้ำเหล่าเหยเมี่ยวกว่า 100 ลำ และมากกว่า 1,000 ลำภายในเวลา 1 ศตวรรษ ที่น่าตกใจคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 1985 ที่มีเรือจมหายไปพร้อมกันถึง 13 ลำ
เมื่อปี 2001 ชาวประมงท้องถิ่นที่เห็นเรือจมไปต่อหน้าต่อตาให้สัมภาษณ์กับ CCTV ว่า จู่ๆ ก็เกิดลมพัดแรงทำให้เรือขนทรายที่แล่นอยู่ในทะเลสาบหมุนเป็นวงกลมอยู่หลายนาที ก่อนจะจมหายไปในที่สุด ที่น่าแปลกคือแทบไม่เคยมีใครพบซากเรือที่จมหายไปในทะเลสาบเลย
เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดของน่านน้ำแห่งนี้คือ เมื่อปี 1945 เรือขนส่งของญี่ปุ่นชื่อ โกเบ มารุ พร้อมลูกเรือ 200 ชีวิตแล่นผ่านน่านน้ำเหล่าเหยเมี่ยวก่อนจะจมหายไปอย่างลึกลับ จากนั้นมีทีมนักดำน้ำญี่ปุ่นและทีมนักดำน้ำอิสระนำโดย เอ็ดเวิร์ด โบเออร์ นักดำน้ำชาวอเมริกันลงไปงมหาซากเรือ แต่กลับมีโบเออร์รอดชีวิตกลับมาเพียงคนเดียว 40 ปีต่อมามีรายงานว่าโบเออร์ยังคงหวาดกลัว “แสงประหลาดสีขาวใต้น้ำ” ที่กลืนกินเพื่อนร่วมทีมของเขา
เรื่องราวกลับพลิกผันเมื่อปี 2011 เจียงซีนิวส์ได้รับโทรศัพท์จากนักเขียนในนครหนานชางซึ่งสารภาพว่าเรื่องเรือญี่ปุ่นและนักดำน้ำชาวอเมริกันเป็นส่วนหนึ่งของนิยายของเขาที่ชื่อ “เรื่องราวของเบอร์มิวดาเมืองจีนที่ชวนขนหัวลุก – รายงานจาก “สามเหลี่ยมปีศาจ” แห่งทะเลสาบโผหยาง” ซึ่งได้รับการเผยแพร่ในนิตยสารเมื่อหลายสิบปีก่อน เขาไม่คิดว่าเรื่องราวจะใหญ่โตและมีคนเชื่อมากขนาดนี้
ขณะเดียวกันคณะนักวิจัยแห่งสถาบันอุตุนิยมวิทยาอำเภอตูชางออกรายการวิทยาศาสตร์ของ CCTV และเล่าว่าทางน้ำใกล้วัดเหล่าเหยที่มีความกว้างเพียง 3 กิโลเมตรทำหน้าที่เป็นอุโมงค์ลม ทำให้ลมที่พัดลงมาจากภูเขาหลูซานเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะผ่านออกจากทางน้ำไปได้ ลมต้องปะทะภูเขาทางตอนใต้ของวัด จึงพัดกลับมาที่บริเวณ “สามเหลี่ยมปีศาจ” อีกครั้ง พูดง่ายๆ ก็คือ ภูมิประเทศบริเวณนั้นทำให้เกิดลมพัดแรงจากหลายทิศทางที่ยากจะคาดเดา ประกอบกับน้ำที่ขุ่นข้นซึ่งบดบังวิสัยทัศน์ใต้น้ำและรัฐบาลท้องถิ่นขาดแคลนอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถงมซากเรือขึ้นในมาได้
ชาวประมงท้องถิ่นแซ่จางกล่าวว่า “คนที่เกิดและโตที่นี่รู้กันหมดแหละว่ามันเป็นเรื่องของลม แต่เราก็ยังมีความเชื่ออยู่” พวกเขายังคงจุดประทัดระหว่างแล่นเรือผ่านทางน้ำของวัดเหล่าเหย แรงงานก่อสร้างสะพานใกล้เคียงก็ยังจุดประทัดขณะทำงานเพื่อขอพรจากพระเจ้าเช่นกัน
“ทุกสังคมต้องการความเชื่อทั้งนั้นแหละ มันเป็นจิตวิญญาณของอารยธรรม” ชาวประมงกล่าว “เราสวดมนต์ขอพรจากวัดเหล่าเหย และเชื่อว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของจีน”
ที่มา : https://www.theworldofchinese.com/2019/03/lake-of-the-lost/


