“จีนเปิดประตูเต็มที่ให้ทั่วโลกนำเข้าสินค้าไปขายในตลาดจีน”
โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์
ผู้เขียนมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจอุปกรณ์จัดเก็บสินค้าในโรงงาน เช่น เครนสำหรับยกสินค้าหนัก ๆ ขึ้นไปจัดเก็บตามชั้นต่าง ๆ 20 กว่าปีที่แล้วเพื่อนชวนไปดูงานมหกรรรมแสดงสินค้าที่ผลิตในจีนที่เมืองกวางโจว เป็นงานมหกรรมขนาดใหญ่กินพื้นที่กว้างขวางมาก เดินทั้งวันก็ดูไม่หมด ผู้ซื้อจะต้องรู้ว่าตนต้องการมาซื้อสินค้าอะไร แล้วตรงไปที่แผนกนั้นเลย จะมีสินค้าให้เลือกดูมากมาย ถ้าถูกใจเจ้าไหนก็เจรจาซื้อขายกันเสร็จสรรพเสียเลยในงาน นอกจากซื้อขายกันแล้ว ที่ตกลงร่วมทุนกันก็มีไม่น้อย
งานนี้รู้จักกันดีในหมู่นักธุรกิจว่า “งานแสดงสินค้ากวางโจว” (Guangzhou Trade Fair) จัดขึ้นทุกปี ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 1957 การริเริ่มครั้งนี้จีนหวังอย่างยิ่งว่า จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิผลมากที่สุด ที่จะดึงดูดต่างชาติให้มารู้จักสินค้าจีน มาเลือกซื้อสินค้าจีนที่มารวมตัวกันให้ผู้ซื้อได้เลือกหาตามที่ชอบ เพราะสินค้าจีนมักเป็นที่กล่าวขานกันว่าราคาไม่แพง แม้บางอย่างคุณภาพจะสู้คนอื่นไม่ได้ก็ตาม นอกจากนักธุรกิจต่างชาติแล้ว นักธุรกิจภายในประเทศของจีนเองก็พลอยมีโอกาสได้รู้จัก ได้จับต้องและซื้อหาสินค้าได้ตามความพอใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 67 ปีของงานแสดงสินค้าส่งออกที่กวางโจวทำให้สินค้าจีนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนก็เติบโตขึ้นด้วย
ครั้นเมื่อสีจิ้นผิงขึ้นมาเป็นผู้นำ ความปรารถนาของเขาแต่ไหนแต่ไรมาก็คือ ต้องการเห็นความมั่งคั่งรุ่งเรืองแผ่ขยายไปสู่มนุษยชาติทุกชนชาติทั่วโลก มีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมทุกข์ พยายามหาทางช่วยเสริมสร้างเงื่อนไขให้กับประเทศที่ยังยากจนให้มีเงื่อนไขและโอกาสที่จะเติบโตขึ้นมาเฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ดังนั้นในปี 2018 จีนจึงเป็นต้นคิดจัด “งานแสดงสินค้านำเข้านานาชาติ” (China International Import Exposition – CIIE) ขึ้นเป็นครั้งแรกที่นครเซี่ยงไฮ้ ใช้เวลาทั้งหมด 6 วัน ที่เพิ่งปิดงานไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย. นี้นับเป็นครั้งทื่ 7 ของงาน CIIE
CIIE จัดขึ้นในหอแสดงสินค้าขนาดใหญ่ พื้นที่มากกว่า 4.2 แสนตร.ม.แบ่งเป็นโซนใหญ่ ๆ 6 โซน ได้แก่โซนอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตร อุปกรณ์เทคโนโลยี รถยนต์ เครื่องมือแพทย์และยา ผลิตภัณฑ์บริโภค การค้าและบริการ มีวิสาหกิจการค้าและบริการระดับแนวหน้ามาจัดแสดงถึง 297 แห่ง ประเทศใหญ่น้อยต่าง ๆ นำสินค้ามาแสดงอีก 77 ประเทศ สีจิ้นผิงกล่าวในงานว่า “งานมหกรรมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศจะต้องจัดเรื่อยไปทุกปี ยิ่งจัดต้องยิ่งดีขึ้น เพื่อทำให้ตลาดใหญ่ของจีนกลายเป็นตลาดที่ทั่วโลกมีส่วนร่วม”
เบื้องหน้าเศรษฐกิจโลกที่กำลังอ่อนแรง ลัทธิกีดกันทางการค้ากำลังอาละวาด การเปิดกว้างและให้โอกาสทางการค้าแก่ทุกประเทศทั่วโลกอย่างเท่าเทียมกันแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีและใจกว้างดุจแม่น้ำของจีน สิ่งอำนวยความสะดวกแก่แขกต่างประเทศเจ้าภาพได้จัดสรรไว้อย่างพรัอมพรัก เช่น จัดเจ้าหน้าคอยให้การช่วยเหลือนับร้อย ๆ คน เตรียมล่ามไว้หลากหลายภาษาสำหรับช่วยเจรจาในกรณีที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศเกิดขึ้น ความปรารถนาดีของจีนยังแสดงออกให้เห็นจากการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ แก่ประเทศในอัฟริกา เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าจนเป็น “ศูนย์” ไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่จัดแสดงสินค้า เป็นต้น เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นมีที่เหยียบยืนในตลาดการค้าโลกกับเขาบ้าง
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า สินค้าที่นำมาแสดงในงาน CIIE มีทั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งอเมริกาก็เป็นประเทศที่จองพื้นที่สดงสินค้าชนิดนี้มากเป็นลำดับต้น ๆ แต่อย่างไรก็ตามจีนแสดงออกให้เห็นอย่างเปิดเผยถึงความโอบอ้อมอารีแก่ธุรกิจขนาด SME มากเป็นพิเศษ จึงไม่น่าแปลกใจที่สินค้าอาหารและเกษตรที่ดูแสนจะธรรมดาก็มีที่มีทางในงานนี้ด้วย เช่น ประเทศอัฟริกาใต้ได้นำ “อะโวคาโด”ผลไม้พื้นเมืองของตนมาแนะนำให้ชาวโลกรู้จัก ประเทศไทยก็เข้าร่วมงานด้วยทุกปี ปีที่แล้วได้นำอัญมณีที่คนต่างชาติชื่นชอบไปแสดง รวมทั้งข้าวหอมมะลิไทย มีการสาธิตวิธีทำขนมครกให้คนมาลองชิม สาธิตวิธีนวดแผนไทย การชกมวยไทย และที่โดดเด่นที่สุดในช่วงหลายปีมานี้ก็คือ “ทุเรียนหมอนทอง”ของไทยซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากคนจีน แต่ด้วยกติกาการค้าที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำให้ไทยกำลังเจอคู่แข่งสำคัญจากประเทศมาเลเซีย นั่นคือทุเรียน “มูซังคิง” ที่ทำท่าว่าจะแซงโค้งหมอนทองของไทยขึ้นมาอย่างน่าหวาดเสียว !!


