“คลื่นลูกใหม่” ของผู้ประกอบการชาวจีนกำลังมุ่งหน้าสู่อเมริกาเพื่อตั้งโรงงาน
“เครื่องจักรเครื่องแรกจองแล้ว ส่งกลางเดือนหน้า กลับจีนไปสั่งอีกสองเครื่อง” นี่คือคำพูดของ “เหมย” นักธุรกิจจากเมืองตงก่วนผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ ที่กำลังนับถอยหลังสู่การเปิดโรงงานขนาด 5,000 ตารางฟุต (ราว 465 ตารางเมตร) ในสหรัฐฯ โดยเป็นความร่วมมือกับลูกค้าแบรนด์อเมริกัน ใช้พื้นที่เช่าของลูกค้า จ้างแรงงานในท้องถิ่น โดยเหมยรับผิดชอบค่าแรง วัตถุดิบ และเครื่องจักร ใช้เงินลงทุนหลักแสนดอลลาร์
โมเดล “โรงงานในโรงงาน” เช่นนี้ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ประกอบการจีน เพราะช่วยลดต้นทุน ปรับตัวง่าย และสำคัญที่สุดสามารถเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สูงลิ่วภายใต้สงครามการค้าสหรัฐ-จีน
ผู้ประกอบการอีกคนคือ “หลี่จวิ้น” ผู้ผลิตธงชาติในอเมริกา เขารับบทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโรงงานในจีนกับตลาดสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายคือการเปลี่ยนภาพ “Made in China” เป็น “Assembled in USA” เหมือนที่เคยทำในเวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชา จุดเด่นคือการใช้พื้นที่เช่าบางส่วนของโรงงานอเมริกัน ทำสายการประกอบอย่างง่าย โดยใช้แรงงานชั่วคราว ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าเช่าที่ดินหรืออาคารโรงงาน โดยจ่ายค่าบริการผลิตสินค้าเป็นรายชิ้น ต่ำสุดอาจไม่ถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 330 บาท) และสูงสุดอาจแตะถึงหลายร้อยดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า
แม้ต้นทุนแรงงานในสหรัฐจะสูงมาก เฉลี่ย 32 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,056 บาท) ต่อชั่วโมง ผู้ประกอบการจีนหลายรายยังเลือกมา เพราะต้องการเลี่ยงภาษี และควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าหนักอย่างเฟอร์นิเจอร์ ที่เคยต้องเผชิญวิกฤติภาษีและค่าขนส่งจนสูญเสียออร์เดอร์มหาศาลในช่วงโควิด
อย่างไรก็ตาม การมาตั้งโรงงานในสหรัฐไม่ใช่ทางลัดสู่ความสำเร็จ มีอุปสรรคมากมาย ทั้งแรงงานขาดแคลน การขาดแคลนช่างเทคนิค ค่าซ่อมเครื่องจักรสูง และกฎหมายแรงงานที่เข้มงวด จนผู้ประกอบการอย่างหลี่จวิ้นต้องสรุปว่า “ในอเมริกา คนคือความไม่แน่นอนที่ใหญ่ที่สุด”
นอกจากนี้ การตรวจสอบแหล่งผลิตอย่างเข้มงวด และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า โดยเฉพาะแนวโน้มที่ทรัมป์อาจกลับมาใช้นโยบาย “ภาษีตอบโต้ 60%” ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องเผชิญ
แต่เพราะความกดดันจากการแข่งขันในประเทศ ความหวังต่อการจับลูกค้ารายใหญ่ในอเมริกา และความฝันที่จะ “ควบคุมชะตาตนเอง” ผู้ประกอบการจีนเหล่านี้ยังเลือกเดินหน้าต่อ
“เรายังไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะทำเงินได้ไหม แต่เราไม่มีทางเลือกมากนัก คนอีกหลายสิบชีวิตในโรงงานที่จีนยังต้องพึ่งเรา” เหมยกล่าวทิ้งท้าย
มีบางคนที่เริ่มเห็นผลจากการใช้วิธีนี้ อย่างเช่น “ฝาน” ผู้ที่เปลี่ยนจากผู้ผลิตแบบ OEM มาเป็นแบรนด์ของตนเองจนมีกำไรขั้นต้นถึง 50% แม้จะต้องลดพนักงานจาก 300 เหลือ 100 คนในจีนก็ตาม
พวกเขาอาจไม่ได้มาเพื่อเป็นผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรมสหรัฐฯ แต่กำลังต่อสู้ เพื่อช่วงชิงที่ว่างเพียงเล็กน้อยบนเวทีโลกที่ไม่มีที่ว่างให้ความลังเล


