‘BYD’ ลดราคาครั้งใหญ่ สูงสุด 34% คู่แข่งหั่นราคาสู้

แชร์บทความ

2 12

ในปี 2025 การแข่งขันในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนกำลังดุเดือดอีกครั้ง หลังผู้นำตลาดอย่าง BYD งัดไม้ตาย “ลดราคา” เขย่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งประเทศ สะท้อนสงครามราคาระลอกใหม่ ที่บีบบังคับให้คู่แข่งทั้งเก่าและใหม่ต้องเร่งปรับกลยุทธ์สู้กระแสลดราคานี้

◾ กระแส BYD ลดราคาครั้งใหญ่ 

ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ในจีนกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อบริษัท BYD (比亚迪) เปิดตัวโปรโมชันลดราคาพิเศษภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยประกาศว่าจะลดราคาสูงสุดถึง 34% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดจำนวน 22 รุ่น จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีเงินสนับสนุนสูงสุด 5.3 หมื่นหยวน (ราว 2.4 แสนบาท) ครอบคลุมรถหลายรุ่น 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งผลให้บริษัทรถยนต์รายอื่นอย่าง Geely (吉利) และ Cadillac (凯迪拉克) รีบออกโปรลดราคาตามมา ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวมีถึง 6 ค่ายที่เข้าร่วมศึกหั่นราคาครั้งนี้

แม้การลดราคาจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ทันตาเห็น โดยมีผู้เข้าชมโชว์รูม BYD ช่วงสุดสัปดาห์เพิ่มขึ้นร้อยละ 30-40 แต่ก็สร้างความกังวลในตลาดเช่นกัน เพราะราคาหุ้น BYD ดิ่งลง ทั้งในตลาดหุ้น A-Share ของจีนที่ลดลงร้อยละ 2.25 และในตลาดหุ้นฮ่องกงลดลงร้อยละ 1.65 นักวิเคราะห์เตือนว่าการลดราคาครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามราคาอีกระลอกที่ลากยาว ไปถึงครึ่งปีหลัง

นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ชี้ว่า BYD กำลังใช้กลยุทธ์เน้นปริมาณยอดขายในปี 2025 ซึ่งอาจกระตุ้นการแข่งขันให้ดุเดือดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีน ยังระบุว่าเดือนเมษายนของปีนี้ มีเพียง 14 รุ่นทั่วประเทศที่ลดราคา สะท้อนสงครามราคาที่ได้คลี่คลายลง แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทต่างๆ ได้กลับมาทำสงครามราคาอีกครั้งเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด

◾ BYD แรงไม่หยุด คู่แข่งต้องตามให้ทัน

การลดราคาของค่ายรถยนต์อาจเป็นทั้งการรุกและรับในเวลาเดียวกัน แม้ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและยอดขาย แต่ก็ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น จนอาจทำให้บางรายต้องถอนตัวออกจากตลาดในจีน ตัวอย่างเช่น Neta (哪吒), JiYue (极越) และ HiPhi (高合) ต่างก็เผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะ Neta ที่เคยเป็นผู้นำด้านยอดขายรถ EV หน้าใหม่ กลับต้องดิ้นรนอย่างหนักในปีนี้

ในขณะที่หลายแบรนด์สะดุด BYD กลับยังรักษาความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่ง รายได้รวมปี 2024 อยู่ที่ 7.77 แสนล้านหยวน (ราว 3.53 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยะล 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน กำไรสุทธิ 40,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% และเป็นครั้งแรกที่รายได้แซงหน้า Tesla ซึ่งทำได้ 7.02 แสนล้านบาท (ราว 3.19 ล้านล้านบาท) ในปีเดียวกัน

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2025 BYD ขายรถได้แล้ว 1.38 ล้านคัน ในเดือนเมษายนเดือนเดียว มียอดขายกว่า 3.8 แสนคัน เพิ่มขึ้น 19.4% เมื่อเทียบปีต่อปี ทั้งยังเดินหน้านวัตกรรมต่อเนื่อง เช่น “ระบบเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติระดับสูง” ที่เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ และ “ซูเปอร์อีแพลตฟอร์ม” (Super E-Platform) พร้อมเทคโนโลยีชาร์จไวระดับเมกะวัตต์ที่ชาร์จ 5 นาทีวิ่งได้ไกล 400 กิโลเมตร

บริษัทวิจัยในอังกฤษระบุว่าในเดือนเมษายน 2024 BYD มียอดขายรถ EV ใน 28 ประเทศของยุโรปแซงหน้า Tesla ได้เป็นครั้งแรก สะท้อนถึงอิทธิพลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

ปัจจุบัน BYD ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดรถพลังงานใหม่ระดับโลกและยังมีแนวโน้มรักษาตำแหน่งแถวหน้าไว้ได้ในระยะยาว ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำพาอุตสาหกรรมนี้ก้าวไปสู่ระดับอีกขั้น

 

 

 

(อ้างอิง: https://www.msn.com/zh-cn/news/other/%E6%AF%94%E4%BA%9A%E8%BF%AA%E5%A4%A7%E9%87%8F%E8%BD%A6%E5%9E%8B%E7%AA%81%E7%84%B6%E9%99%8D%E4%BB%B7/ar-AA1FFOu8?ocid=msedgntp&pc=U531&cvid=68380264220c4ba99be5c6b9afdde2c7&ei=18

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles