เปิด 45 วันเจ๊ง! ร้านบุฟเฟต์จีนวิกฤติ ปิดกิจการกว่า 3 แสนแห่ง

แชร์บทความ

4

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนที่ถูกเลิกจ้างหรือว่างงานหันมาเริ่มต้นธุรกิจเอง โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารซึ่งมีต้นทุนเริ่มต้นไม่สูงและดูเหมือนจะเริ่มได้ง่าย จึงกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยม แต่แท้จริงแล้ว ธุรกิจอาหารในปัจจุบันไม่ใช่เหมืองทองที่ใครก็สามารถรวยได้ง่ายๆ แต่เป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยการแข่งขันดุเดือด 

ในทุกปีจะมีหมวดหมู่อาหารรูปแบบใหม่กลายเป็นกระแส เช่น หม้อไฟเนื้อวัวแบบบุฟเฟต์ ขนมปัง 2 หยวน (ราว 9 บาท) หรือข้าวคลุกต่างๆ ดึงดูดผู้ประกอบการให้แห่เข้ามาเปิดร้านตามกระแส เช่นเดียวกับบนสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว “รวยไว” ที่ดูสวยงามเกินจริง แต่ในความเป็นจริงกลับเต็มไปด้วยความโหดร้าย

ผู้ประกอบการจำนวนมากมักตามกระแสโดยขาดการวางแผน ลงทุนเป็นแสนหยวนแต่กลับไปไม่รอดในเวลาไม่กี่เดือน ร้านหม้อไฟบุฟเฟต์เนื้อวัวสดปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง บางร้านเปิดได้เพียง 45 วันก็ต้องปิดกิจการ เหตุผลหลักคืออัตราหมุนเวียนลูกค้าต่ำเกินไป ทำให้ไม่สามารถสร้างกำไรได้ โมเดลธุรกิจแบบ “กำไรน้อยแต่ขายเยอะ” หากไม่สามารถรักษายอดขายให้มากพอ ก็ไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนที่สูงได้

หลายแบรนด์เลือกใช้กลยุทธ์ “ราคาถูก” ดึงลูกค้า เช่น เสนอให้กินไม่อั้นในราคา 88 หยวน (ราว 400 บาท) แต่เมื่อคุณภาพเนื้อและประสบการณ์ของลูกค้าเริ่มแย่ลง ลูกค้าก็ไม่กลับมาใช้บริการอีก มีผู้บริโภคจำนวนมากโพสต์บนโซเชียลว่า “เนื้อแช่แข็งไม่อร่อย” หรือ “กินครั้งเดียวก็ไม่อยากไปอีก” และผู้รับซื้ออุปกรณ์มือสองยังเผยว่าเพียงไม่กี่เดือนได้รับซื้ออุปกรณ์จากร้านหม้อไฟที่ปิดตัวไปแล้วหลายสิบร้าน

แก่นแท้ของธุรกิจหม้อไฟบุฟเฟต์เนื้อวัวสด คือการแข่งขันด้วย “ราคาถูก” แต่หากไม่มีระบบซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง หรือความสามารถในการควบคุมต้นทุน ร้านเหล่านี้ก็จะประสบปัญหาอย่างรวดเร็ว ต่างจากแบรนด์เครื่องดื่มอย่างมี่เสวี่ย ปิงเฉิง (Mixue Bingcheng,蜜雪冰城) ที่มีระบบซัพพลายเชนของตัวเอง สามารถใช้การจัดซื้อแบบขนาดใหญ่เพื่อควบคุมต้นทุนได้จริง ขณะที่ร้านหม้อไฟทั่วไปมักจะทำให้ราคาถูกเพียงเพื่อดึงดูดคน โดยไม่มีระบบรองรับ

ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่เพียงแต่ต้องการของถูก แต่ยังให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” ดังนั้นธุรกิจอาหารในยุคนี้จึงต้องมีการบริหารที่เป็นมืออาชีพและการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง การกดราคาลงเรื่อยๆ มีแต่จะบีบกำไรให้เหลือน้อยลง สุดท้ายเจ้าของกิจการอาจค้นพบว่า การเป็นลูกจ้างกลับคุ้มกว่าการเปิดร้านเอง

หม้อไฟกลายเป็น “โซนเสี่ยงสูง” ที่ร้านปิดตัวจำนวนมาก ปีที่แล้วมีร้านหม้อไฟที่ต้องปิดกิจการมากกว่า 3 แสนแห่ง ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนที่โหดร้าย แบรนด์ที่จะอยู่รอดได้ ต้องสามารถสร้างคุณค่าได้ต่อเนื่อง และมีความแตกต่างในตัวสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องคิดอย่างมีเหตุผล ทิ้งความเพ้อฝัน และยึดมั่นในแนวคิดระยะยาว จึงจะหลีกเลี่ยงการกลายเป็นเพียง “หนูทดลอง” ของตลาดได้

(อ้างอิง: https://www.msn.com/zh-cn/news/other/%E5%BC%80%E4%B8%9A45%E5%A4%A9%E5%B0%B1%E5%80%92%E4%B8%8B-60%E4%B8%87%E6%89%93%E6%B0%B4%E6%BC%82-%E6%97%A0%E9%99%90%E7%95%85%E5%90%83%E7%9A%84%E8%87%AA%E5%8A%A9%E9%A4%90%E5%8E%85%E6%89%B9%E9%87%8F%E6%94%B6%E5%89%B2%E5%88%9B%E4%B8%9A%E8%80%85/ar-AA1FKfwc?ocid=msedgdhp&pc=U711&cvid=6839b6b9df2f4e279da10db6e04ec430&ei=53)

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles