ชวนอ่านเรื่องราวสุดสร้างแรงบันดาลใจของ “หวังหนิง” หนุ่มจีนวัย 38 ปี ผู้ก่อตั้ง Pop Mart (泡泡玛特) ซึ่งขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอันเบอร์หนึ่งของมณฑลเหอหนาน หลังทรัพย์สินของเขาและครอบครัวพุ่งทะลุ 2.24 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7.39 แสนล้านบาท) แซงหน้ามหาเศรษฐีจีนหลายรายที่เริ่มต้นธุรกิจในช่วงเวลาเดียวกัน และเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา เขายังติด 1 ใน 3 ของเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากที่สุดในวันเดียว และยังเป็นชาวจีนที่อายุน้อยที่สุดติดในรายชื่อมหาเศรษฐี 300 อันดับแรกของโลก ประจำปี 2025
จากเด็กบ้านๆ สู่นักธุรกิจแถวหน้าของโลก
ในปี 2009 หวังหนิงเพิ่งจบการศึกษาในสาขาโฆษณาจากมหาวิทยาลัยเอกชนในนครเจิ้งโจว เขาเป็นแค่หนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ปักกิ่งเพื่อเริ่มงานแรกด้วยเงินเดือนเพียง 2,000 หยวน (ราว 9,200 บาท) ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นอย่าง Uniqlo, H&M หรือ ZARA เขาไม่รู้จักด้วยซ้ำ การเปิดร้านของตัวเองในย่านดังๆ หรือแม้แต่ในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดฝัน
แต่ในปี 2024 Pop Mart กลับทำรายได้ทะลุ 10,000 ล้านหยวน (ราว 46,000 ล้านบาท) เติบโตเกิน 100% มีร้านมากกว่า 500 สาขาทั่วโลก หนึ่งในสี่ของร้านทั้งหมดอยู่ต่างประเทศ ลิขสิทธิ์ (IP) ของบริษัทอย่าง MOLLY, SKULLPANDA, CRYBABY และ LABUBU โด่งดังไปทั่วโลก และบริษัทกำลังขยายไปสู่สวนสนุก เกม และภาพยนตร์
ทำไมถึงเป็นหวังหนิง
คำตอบอาจเรียบง่ายกว่าที่คิด…เวลาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ใครก็ตามที่มองเห็นและเชื่อในกฎของเวลา ก็สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สู่ความเป็นไปได้ พลิกเปลี่ยนความธรรมดาให้กลายเป็นความพิเศษ
แต่ “คนผู้นี้” ต้องมีสัญชาตญาณทางธุรกิจเฉพาะตัว มองเห็นโอกาสในมุมที่คนอื่นมองข้าม และมักไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยหรือมีทรัพยากรพร้อม เพราะมันอาจทำให้เขาเลือกทางลัดง่ายๆ แทนที่จะฝ่าฟันไปให้ไกลขึ้น
“คนผู้นี้” ยังต้องมีความอดทน เพราะช่วงที่ยากที่สุดคือตอนที่ต้องคลำทางในความมืด ต้องปรับตัวได้รวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใจร้อน และมีอีกเงื่อนไขที่ฟังดูเหมือนไม่สำคัญนั่นคือต้องเชื่อมั่นในคุณค่าของความสุนทรีย์
“ตอนนี้ทุกคนพากันบอกว่า พวกผมเจอเหมืองทองคำแล้ว แต่ความจริงคือ การบุกเบิกอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยนั้น ต้องใช้ทั้งความกล้าหาญและความพยายามมหาศาล ตอนที่เราเริ่มทำมัน ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีอนาคตให้เห็นเลย” หวังหนิงเคยกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง
ชวนอ่านเรื่องราวของ Pop Mart ที่เติบโตจากศูนย์สู่ความยิ่งใหญ่ในระยะเวลา 15 ปี ที่ไม่ใช่การเดิมพันแบบโลกสวยของนักฝัน แต่คือการเดินเกมอย่างรอบคอบของนักปฏิบัติที่ยึดโยงกับสภาพความเป็นจริง และเมื่อมองลึกเข้าไปในเรื่องราวนี้แล้ว จะพบว่า “คนผู้นี้” จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหวังหนิง
จุดกำเนิดของ Pop Mart
Pop Mart ก่อตั้งในปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงดาวแห่งผู้ประกอบการยุคใหม่เริ่มเฉิดฉาย ในเดือนมีนาคมและเมษายนของปีเดียวกันนี้ Meituan และ Xiaomi ได้ถือกำเนิดขึ้น สองปีต่อมา Didi และ Toutiao ก็ปรากฏตัว ผู้ก่อตั้งของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่มีเซนส์ทางธุรกิจ พวกเขาเข้าสู่แนวหน้าได้ก่อนที่กระแสอินเทอร์เน็ตบนมือถือจะถาโถมเข้ามา
หวังหนิงก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบการที่จมูกไวเช่นกัน แต่เป็นเวอร์ชัน “รากหญ้า” อย่างแท้จริง ตั้งแต่เด็กเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการทำธุรกิจเล็กๆ คนในครอบครัวขายไม้แขวนเสื้อ ขายเทป ขายอุปกรณ์ตกปลา… หัวข้อในวงญาติหนีไม่พ้นคำถามอย่าง “ขายดีไหม” “วันนี้ยอดเท่าไหร่” ซึ่งกลายเป็นบทเรียนธุรกิจเบื้องต้นของหวังหนิง
ในช่วงปิดเทอมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เขาเคยจัดค่ายฟุตบอล และสอนเต้นฮิปฮอปด้วย พอเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็จัดตั้งสตูดิโอของชมรม ถ่ายสารคดีชีวิตนักศึกษาแล้วทำเป็นแผ่นขายให้เพื่อนๆ ต่อมาเขารู้ว่าวิธีนั้นไม่มีประสิทธิภาพ จึงก่อตั้ง เก๋อจึเจีย (格子街) หรือ โมเดลธุรกิจร้านค้าขนาดใหญ่ที่ซอยพื้นที่ออกเพื่อแบ่งเช่า ช่วยให้ผู้ค้าเริ่มต้นขายของได้ง่ายในราคาถูก ซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ของหวังหนิง
หลิวหรัน หนึ่งในสมาชิกทีมก่อตั้งของ Pop Mart และปัจจุบันเป็นกรรมการบริหารของบริษัท เล่าว่าเธอเป็นรุ่นน้องของหวังหนิง และติดตามเขาด้านธุรกิจมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย เธอมองว่าโดยทั่วไป นักศึกษามักจะมีแค่ “ความคิด” ที่อยากทำอะไรบางอย่าง แต่คนที่ “กล้าคิดกล้าทำ” อย่างหวังหนิง นั้นหาได้ยากมาก และเขามักได้รับความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมรุ่นเสมอ
หวังหนิงเชื่อในสัญชาตญาณทางธุรกิจของตัวเอง “ถ้าจะบอกว่าโชคดีฟ้าประทานอะไรสักอย่างให้ ผมก็คงเรื่องสัญชาตญาณทางธุรกิจนี่แหละ”
ย้อนกลับไปในปี 2010 สัญชาตญาณของเขาก็น่าจะบอกเช่นกันว่า “อินเทอร์เน็ต” มีโอกาสมากกว่า และเขาก็ยอมรับว่า “ถ้าตอนนั้นผมมีเงินสักร้อยล้าน ผมคงไม่ทำค้าปลีกแน่ ต่อให้มีแค่สิบล้าน ผมก็คงเอาไปเสี่ยงกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตแล้ว”
แต่ว่าตอนนั้น เขามีแค่สองแสนกว่าหยวน ซึ่งเป็นเงินทั้งหมดที่ได้จากการขายธุรกิจ “เก๋อจึเจีย” และเขาไม่ใช่คนที่ชอบกู้เงินมาลงทุน เขาเคยเปรียบเทียบว่า ถ้าเหลือเงินแค่ 1,000 หยวน บางคนอาจเอาไปเสี่ยงลงทุน แต่เขาจะเลือกทำแบบที่ปลอดภัยมากกว่า เช่น ไปส่งของ ส่งอาหาร เมื่อเก็บได้สักหมื่นหยวน ค่อยไปตั้งแผงขายมันเผาแถวทางออกสถานีรถไฟใต้ดิน พอมีเงินมากขึ้น ค่อยอัปเกรดไปขายหมาล่า
เรื่องราวของ Pop Mart จึงไม่ใช่เรื่องโชคดี หรือแค่เทรนด์ตลาด แต่คือเรื่องของคนที่เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองและเดินอย่างมั่นคงบนเส้นทางที่มืดมิดที่สุด เพราะว่าเขามองเห็น “ความสวยงาม” ในความมืดนั้นก่อนคนอื่น
จากร้านขายของจิปาถะสู่จักรวาล IP
จุดเริ่มต้นของ Pop Mart ก็ไม่ได้เกิดจากความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่มาจาก “ความจริงของชีวิต” ล้วนๆ ร้านแรกของแบรนด์ที่เปิดในปี 2010 ก็เป็นเพียงร้านเล็กๆ แบบเรียบง่าย ที่ขายของจิปาถะทุกอย่าง ทั้งกระเป๋า รองเท้า อุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องสำอาง น้ำยาทาเล็บ ของใช้จุกจิก และเครื่องเขียน แล้วจึงค่อยๆ คัดกรองออกว่าอะไรขายดี พอของเล่นสายแฟชั่นมียอดขายดี ก็เลือกโฟกัสมาขายของเล่น
เพราะตลาดเป็นสิ่งที่พูดความจริงเสมอ และหวังหนิงก็ตอบรับต่อตลาดอย่างจริงใจ พนักงานรุ่นเก่าที่ทำงานกับเขามานานรู้ดีว่าเขาเป็นคน “เปลี่ยนเร็ว” หากเห็นสัญญาณบางอย่างไม่ดี ก็จะรีบเปลี่ยนทิศทางโดยไม่ลังเล
เรื่องของการเลือกผลิตภัณฑ์ก็เช่นกัน เขาเคยชอบ IP (ตัวละคร) ตัวหนึ่งมากและมั่นใจในศักยภาพของมัน แต่เมื่อพบว่าตลาดไม่ตอบรับ เขาก็ยอมรับว่าตัวเองคิดผิดและสั่งหยุดทันที
หลิวหรัน ซึ่งร่วมงานกับเขามายาวนาน สังเกตเห็นว่าจุดแข็งที่โดดเด่นของหวังหนิงก็คือ หลายคนอาจติดกับดักของต้นทุนที่เสียไปแล้ว (Sunk Cost Fallacy) แต่หวังหนิงไม่เคยมีข้อกังวลแบบนั้นเลย
Pop Mart พัฒนาจากธุรกิจค้าปลีกสู่ผู้สร้างแบรนด์ มีศูนย์วิจัยศิลปะ ทีมสร้างสรรค์ และแผนสร้างสวนสนุกเต็มรูปแบบ IP หลายตัวทำรายได้ระดับพันล้านหยวน การเติบโตของ Pop Mart ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไอเดียเพียงเท่านี้ แต่เพราะความอดทนในรายละเอียด ตั้งแต่ความหนาของถุงกระดาษ ไปจนถึงอุณหภูมิสีของแสงไฟในร้าน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 สินค้าขายดีอันดับหนึ่งของ Pop Mart คือ “Sonny Angel” แต่เนื่องจากเป็นเพียงตัวแทนจำหน่าย จึงไม่สามารถควบคุมการออกแบบหรือผลิตพิเศษได้ ความจำกัดนี้ผลักให้หวังหนิงเริ่มต้นพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง โดยการเซ็นสัญญากับนักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลัง “MOLLY” และสร้างแนวทาง “สร้าง IP ด้วยตัวเอง”
เมื่อการจัดการ “เรื่องเล็กๆ” กลายเป็น “พลังที่มองไม่เห็น”
ปี 2020 บริษัท Pop Mart ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยในวันแรกของการซื้อขาย มูลค่าตลาดรวมพุ่งทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทำให้เกิด “ผลกระทบด้านความมั่งคั่ง” (wealth effect) จนมีผู้ติดตามจำนวนมาก ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า ในปีเดียวกันนั้น มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์แนวฮิต (潮玩) ก่อตั้งขึ้นมากกว่า 5,000 แห่ง แต่เวลาผ่านไป 5 ปี ก็ยังไม่มีบริษัทไหนที่สามารถท้าทาย Pop Mart ได้อย่างแท้จริง
หวังหนิง เคยคิดว่า “ไอเดีย” คือสิ่งสำคัญที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับพบว่าในเรื่องใหญ่ๆ ไอเดียอาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะบางครั้งอาจมีคนคิดเหมือนกันพร้อมกันถึงหมื่นคน แต่มีสักกี่คนที่ลงมือทำจริง และมีสักกี่คนที่ทำได้ดี และแม้จะมีคนทำได้สำเร็จ ก็จะมีอีกหมื่นคนเข้ามาเลียนแบบทันที ดังนั้น อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด….เขาสรุปว่า “สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็กลับไปที่เรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวัน” กล่าวคือเรื่องของ “คน งาน เงิน และรายละเอียดเล็กๆ นับไม่ถ้วน”
เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการต้องไม่เพียงแต่ “กล้าคิดการใหญ่” เท่านั้น แต่ต้อง “มีความอดทนกับเรื่องเล็กๆ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจค้าปลีก
ปี 2023 Pop Mart มีการแจ้งซ่อมในร้านมากกว่า 4,000 ครั้ง โดยกว่า 1,264 ครั้งเป็นปัญหาเกี่ยวกับไฟ และในจำนวนนั้น 60% เป็นปัญหาไฟหลอดยาว เดิมทีร้านต้องแจ้งซ่อมไปสำนักงานใหญ่ที่ปักกิ่ง จากนั้นสำนักงานใหญ่ติดต่อโรงงาน แล้วจึงส่งช่างมาซ่อม ซึ่งใช้เวลาหลายวัน ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าเสียไป หวังหนิงเสนอให้เปลี่ยนกระบวนการใหม่ โดยให้ส่งไฟดวงใหม่จากคลังสินค้ากลางไปยังร้านทันที ให้ร้านเปลี่ยนเอง แล้วส่งของเสียไปซ่อมภายหลัง
แม้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สำหรับธุรกิจค้าปลีก รายละเอียดคือ “จุดชี้เป็นชี้ตาย” Pop Mart ภายในยังยึดหลักการที่เรียกว่า “นวัตกรรมกระดุม” ที่เกิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กองทัพสหรัฐฯ เปลี่ยนจากใช้กระดุมเสื้อเป็นซิปรูด ทำให้การแต่งตัวก่อนไปรบเร็วขึ้นอย่างมาก “นวัตกรรมเล็กๆ อย่างกระดุม อาจดูไม่สำคัญ แต่ผลลัพธ์ของมันอาจเทียบเท่ากับรถถังหรือปืนใหญ่” หวังหนิงเชื่อเสมอว่า “เมื่อสิ่งเล็กๆ รวมกันเป็นจำนวนมาก ประสบการณ์โดยรวมจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง”
หวังหนิงเชื่อว่าความสามารถในการจัดการรายละเอียด คือ พลังขององค์กร เขาเปรียบ Pop Mart เป็นเหมือนตัวละคร Alita จากภาพยนตร์ไซไฟ เบื้องหลังใบหน้าที่ดูงดงาม คือระบบกลไกที่ซับซ้อน นี่คือเหตุผลที่ยังไม่มีคู่แข่งคนใดโค่น Pop Mart ได้ในอุตสาหกรรมของเล่นสะสมแม้จะผ่านมาหลายปี
ตัดสินใจเร็วเพื่อรอผลลัพธ์เบ่งบานช้าๆ
“ของเล่นแนวแฟชั่น ไม่ใช่จักรยานสาธารณะแชร์ใช้ ที่แค่ทุ่มเงิน ทุ่มทรัพยากร หรือเน้นการบริหารจัดการก็สามารถประสบความสำเร็จได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน เหมือนกับที่คุณไม่สามารถปั้นนักร้องธรรมดาให้กลายเป็น ‘โจวเจี๋ยหลุน’ (Jay Chou) ได้ง่ายๆ เรื่องที่เงินไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มันก็เป็นเหมือน ‘กำแพงสูง’ ที่คนอื่นยากจะข้ามได้” หวังหนิงกล่าว
ในมุมมองของเขา “แม้คนอื่นจะฉลาดและขยันพอๆ กัน ก็ยังต้องใช้เวลาเท่ากัน (ในการเรียนรู้สิ่งนี้)”
สำหรับ Pop Mart แล้ว “เวลา” เปรียบเสมือนทั้ง “นักเล่นแร่แปรธาตุ” ที่สามารถเปลี่ยนของธรรมดาให้มีค่าได้ ขณะเดียวกันก็เป็นดัง “คูเมือง” ที่มีหน้าที่ป้องกันคนจากภายนอก
ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่เขาวางรากฐานในตลาดของเล่นแฟชั่น บริษัทได้ฝึกฝนทีมงานให้มีรสนิยมทางการออกแบบและรสนิยมความงามที่ลึกซึ้งขึ้น รู้จักเลือกลงทุนใน IP ได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าคนอื่น
ในปี 2024 Pop Mart มี IP ที่ทำรายได้เกิน 1 พันล้านหยวนถึง 4 ตัว และมีมากถึง 13 ตัวที่รายได้เกิน 100 ล้านหยวน นอกจากนี้ Pop Mart ยังเหมือนผู้กำกับชั้นยอดที่สามารถปั้น “ดาว” ดวงใหม่ได้เสมอ Pop Mart ที่ตอนนี้มีการเซ็นสัญญากับศิลปินและนักออกแบบแนวหน้าหลายราย จึงกลายเป็นเวทีที่ศิลปินรุ่นใหม่อยากเข้ามาแจ้งเกิด
“เวลา” คือปัจจัยสำคัญของธุรกิจ
หวังหนิงเชื่อเสมอว่า การสร้างและทำให้ IP เป็นที่นิยม ต้องใช้เวลา อีกด้านหนึ่ง ถ้า IP ตัวใดโดดเด่นขึ้นมาได้ แล้วได้รับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ก็จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
ตัวอย่างเช่น MOLLY ซึ่งถือกำเนิดมาแล้วกว่า 20 ปี แต่ยังสร้างรายได้ได้ถึง 1 หมื่นล้านหยวน หรือ Mickey Mouse ที่มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของ Disney
แม้แต่ LABUBU ซึ่งกำลังโด่งดังในปี 2025 จริงๆ แล้วถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ 6 ปีก่อน และได้รับการพัฒนาร่วมกับ Pop Mart มาตั้งแต่ปี 2019 เหมือนการสร้างไอดอลที่ต้องหาคนคนนั้นให้เจอ สร้างให้เป็น และต้องให้เวลากับเขา
แนวคิด “ตัดสินใจเร็ว แต่ทำช้า”
แนวคิดที่ต่างออกไปของ Pop Mart ยังสะท้อนผ่านวัฒนธรรมองค์กร พวกเขานิยามตัวเองว่าเป็นบริษัทที่ “ตัดสินใจเร็ว แต่ลงมือทำช้า” เพราะเมื่อจะทำอะไรก็ตัดสินใจได้เร็วมาก เช่น การสร้างสวนสนุก เกม หรือภาพยนตร์ แต่ในแง่ของความเร็วและผลลัพธ์ พวกเขากลับไม่เร่งรีบ เพราะเชื่อใน “การให้เวลากับสิ่งที่ค่อย ๆ เติบโต”
ในปี 2023 Pop Mart เปิดสวนสนุกแห่งแรกที่สวนสาธารณะเฉาหยางในปักกิ่ง พื้นที่ไม่ใหญ่มาก มีขนาดเพียงหนึ่งในสามสิบของสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ที่เซี่ยงไฮ้ และเพราะตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะ จึงไม่สามารถติดตั้งเครื่องเล่นขนาดใหญ่ได้ แม้แต่โครงสร้างอาคารก็ไม่สามารถรื้อเปลี่ยนได้มาก ต้องอาศัยการดัดแปลงทีละน้อย ทำให้การออกแบบหลายอย่างไม่สามารถทำได้
มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผู้จัดการโครงการสวนสนุกถึงกับท้อใจ และพูดกับหวังหนิงว่า “โครงการนี้มันเหนื่อยเกินไป จะเลิกทำดีไหม” ความคิดของเขาคือ “รอให้มีพื้นที่ที่ดีกว่านี้แล้วค่อยทำ”
แต่หวังหนิงกลับมองอีกแบบแม้สวนสนุกตอนนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่สามารถใช้โครงการนี้ “ฝึกคน” ได้ จะได้สร้างทีมงาน เตรียมความพร้อมทั้งด้านวิศวกรรม การบริหาร การจัดหาซัพพลายเออร์ และเก็บประสบการณ์ทั้งหมดไว้ เพื่อรองรับโอกาสที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคต
โตช้าแต่มั่นคง
“เราไม่ได้บอกว่าพอเริ่มต้นแล้วจะต้องลงทุนทีเดียว 5 หมื่นล้าน หรือ 1 แสนล้าน เพื่อสร้างสวนสนุกแบบดิสนีย์ ดิสนีย์แลนด์ใช้เวลากว่า 60–70 ปีถึงเป็นแบบทุกวันนี้ แล้วถ้าเราจะไล่ตาม มันจะเป็นไปได้หรือถ้าจะให้ทันภายใน 3 ปี” หวังหนิงอธิบายไว้เช่นนี้ โดยเขาเน้นว่า หลักคิดในการทำงานของ Pop Mart ไม่ใช่เริ่มต้นที่ระดับ 10 แล้วสุดท้ายเหลือแค่ 5 แต่คือ เริ่มจากระดับ 1 แล้วมองให้ชัดว่าพรุ่งนี้จะเป็น 2 มะรืนนี้จะเป็น 3 วันต่อไปจะเป็น 4 และต้องมี “ความอดทนมากพอ”
หวังหนิงเชื่อว่าธุรกิจจำนวนมากที่ล้มเหลว เป็นเพราะไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารและเวลาเหมือนที่เขากล่าวไว้ในการประชุมภายในบริษัทว่า
“บริษัทของเรามีขึ้นมีลง บางครั้งก็ใหญ่ บางครั้งก็เล็ก แต่ผมเชื่อว่า เราอาจจะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ ‘อยู่ได้นานที่สุด’”
ก้าวผ่านสิ่งล่อตาล่อใจ
หลายปีที่ผ่านมา คำคมในโปรไฟล์ WeChat ของหวังหนิง คือ “事者,生于虑,成于务,失于傲。” เป็นคำพูดของ กว่านจ้ง นักปฏิรูปและนักปรัชญาแห่งรัฐฉีในยุคชุนชิวของ ซึ่งมีความหมายว่า “กิจการใดก็ตามล้วนเริ่มต้นจากการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ประสบความสำเร็จจากการลงมือทำอย่างจริงจัง และล้มเหลวเพราะความหยิ่งผยอง”
มองย้อนกลับไปตลอด 15 ปีที่ผ่านมา Pop Mart เริ่มจากความไม่มั่นคง ความกังวลต่ออนาคต จึงทดลองทำหลายอย่างจนค่อยๆ กลายเป็นบริษัทของเล่นแฟชั่น และค่อยๆ สร้าง “กำแพงเมือง” ที่มั่นคงจากการฝึกฝนทางธุรกิจมายาวนาน
แต่ทุกก้าวที่เดินไป ก็มีทั้งสิ่งล่อใจและกับดักซ่อนอยู่ และหากในอนาคต Pop Mart จะเติบโตขึ้นไปเป็น “บริษัทอันยิ่งใหญ่” สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องระวัง “ความทะนงตน” ไว้ให้ดี
“สิบกว่าปีที่ผ่านมา อย่าว่าแต่ความยากลำบากในการสร้างธุรกิจเลย ลองคิดดูว่าตลอดสิบกว่าปีนั้น เราเจอสิ่งล่อใจมากแค่ไหน เช่น จะทำชาไข่มุกดีไหม น้ำอัดลมไหม ลองเข้าตลาดค้าปลีกชุมชนดีไหม มันมีสิ่งที่ดูเหมือน ‘ธุรกิจที่ดูทำแล้วรุ่ง’ โผล่มาไม่หยุด แม้แต่ในสิ่งที่เราทำอยู่เอง เช่น จะเปิดระบบแฟรนไชส์ดีไหม จะลงตลาดเมืองเล็กดีไหม จะทำลิขสิทธิ์ให้ซับซ้อนขึ้นอีกไหม มีสิ่งยั่วยวนทางธุรกิจมากมายเต็มไปหมด ถ้าเรามองแค่ในมุมกำไร หรือมุ่งแต่เชิงพาณิชย์ล้วนๆ ผมว่าเราอาจ ‘ตาย’ ไปตั้งแต่วันใดวันหนึ่งก่อนหน้านี้แล้ว หรืออย่างน้อยที่สุด เราก็จะไม่ใช่ตัวเราในแบบทุกวันนี้”
หวังหนิงกล่าวประโยคข้างต้นนี้ในปี 2023 ซึ่งเป็นปีที่ Pop Mart มีรายได้ 6.3 พันล้านหยวน ขณะที่ราคาหุ้นก็ตกลงจากจุดสูงสุดหลังการเข้าตลาดหลักทรัพย์ และนิ่งอยู่ที่ราว 20 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น
แต่ทุกวันนี้ รายได้ของ Pop Mart มากกว่าสองเท่าของตอนนั้น และราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าของราคาเดิม หวังหนิงยืนอยู่บนจุดสูงสุด ทั้งในแง่ชื่อเสียงและผลกำไร
แต่จุดสูงสุดนี้เอง ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะหลายครั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ถูกคั่นกลางด้วย “ก้าวเดียว” เท่านั้น
เรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ
Pop Mart ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่จากการเรียนรู้ สังเกต และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้ก่อตั้งไม่ได้หวังจะเป็นผู้เปลี่ยนโลก แต่เขาเชื่อในพลังของรายละเอียด เวลา และความงดงาม
หวังหนิงเคยกล่าวว่า “เราตั้งใจจะทำ A แต่กลายเป็นทำ B และประสบความสำเร็จใน C หรือจริงๆ แล้วเราอาจจะเก่งใน D ก็ได้ ทุกอย่างคือกระบวนการ เติบโต เรียนรู้ และปรับตัว สำคัญที่สุดคือ ‘ทีม’ ยังอยู่และยังมุ่งไปข้างหน้า”


