ดราม่าธุรกิจครอบครัว ศึกลูกชาย VS แม่เลี้ยง จุดจบอาณาจักรยักษ์ใหญ่ 36 ปี

แชร์บทความ

ศึกลูกชาย VS แม่เลี้ยงเมื่อปี 2023 การจากไปอย่างกะทันหันโดยไม่มีพินัยกรรมหรือการจัดการมรดกที่ชัดเจน ของเจิ้งหย่งกัง ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Ningbo Shanshan Co.,Ltd. (宁波杉杉) บริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ของจีน นำไปสู่หนึ่งในมหากาพย์ศึกสายเลือดที่รุนแรงที่สุดในวงการธุรกิจจีน เพียงเวลาไม่ถึง 2 ปี มูลค่าตลาดของ Shanshan หายไปร่วม 20,000 ล้านหยวน (ราว 9.2 หมื่นล้านบาท) บริษัทถูกฟ้องร้องหนัก เกิดการต่อสู้กันทั้งในศาลและสื่อ จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2025

ความว่างเปล่าหลังผู้นำล้ม

ปี 1989 เจิ้งหย่งกัง ก่อตั้ง Shanshan จากโรงงานสูทเล็กๆ ในเมืองหนิงโป  จนขยายเป็นอาณาจักรพันล้านระดับประเทศ เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป และต่อยอดธุรกิจสู่พลังงานใหม่ โดยเฉพาะวัสดุแบตเตอรี่และจอแสดงผล จนครั้งหนึ่งถูกยกย่องว่าเป็น “กรณีศึกษาการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจเอกชนจีน” แต่เมื่อเขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกะทันหันในวัย 65 ปี กลับไม่ทิ้งพินัยกรรมหรือจัดวางทายาทไว้อย่างเป็นทางการ

สงครามระหว่างลูกชายกับแม่เลี้ยง

ทายาทที่เจิ้งหย่งกังปลุกปั้นไว้คือ เจิ้งจวี ลูกชายที่เกิดกับกับภรรยาเก่า เขาได้รับช่วงต่อตำแหน่งซีอีโอและประธานบริษัทต่อทันทีหลังการเสียชีวิตของพ่อ

ทว่าในวันที่มีการประชุมกรรมการบริหารเพื่อแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการ โจวถิง ภรรยาคนปัจจุบันซึ่งเป็นแม่ของลูกอีกสามคนของเจิ้งหย่งกัง กลับปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด พร้อมคัดค้านมติที่ประชุมและขออำนาจในฐานะผู้ปกครองของบุตรตามกฎหมาย

การปรากฏตัวครั้งนี้ จุดชนวนศึกสายเลือดเต็มรูปแบบ ในปี 2023-2024 สองฝ่ายเดินเกมฟ้องร้อง แข่งกันแช่แข็งทรัพย์สินอีกฝ่าย ต่อรองอำนาจในบอร์ด จนบริษัทติดลบทั้งผลประกอบการและความเชื่อมั่นจากตลาด

รอยร้าวในอาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจแบตเตอรี่และจอแสดงผล โดยเฉพาะการเข้าซื้อกิจการจาก LG มูลค่ากว่า 1,100 ล้านหยวน (ราว 5,060 ล้านบาท) ในปี 2020 บริษัทกลับเจอคลื่นสวนกระแสเมื่อความต้องการในตลาดโลกชะลอตัว ต้นทุนสูง ผลิตเกิน และขาดกระแสเงินสดอย่างหนัก

รายงานประจำปี 2024 ชี้ว่า Shanshan ขาดทุนสุทธิ 367 ล้านหยวน (ราว 1,688.2 ล้านบาท) ติดลบหนักที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

ท่ามกลางวิกฤต เจิ้งจวีหันไปทุ่มเวลาให้กับกองทุนส่วนตัวมากกว่าเข้าแก้ปัญหาหลัก ขณะที่โจวถิง ซึ่งขึ้นแท่นเป็นประธานบอร์ดในปลายปี 2024 พยายามเข้าควบคุมกิจการด้วยนโยบายรัดเข็มขัด ประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด แต่ก็ไม่สามารถหยุดวิกฤตินี้ได้ทัน

จาก “อาณาจักรหมื่นล้าน” สู่ “บทเรียนความล้มเหลว”

ในปี 2025 บริษัทถูกศาลสั่งฟื้นฟูกิจการ มูลค่าหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้ก่อตั้งถูกลดบทบาท จนถือหุ้นไม่ถึง 30% อาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง กลายเป็นซากที่รอการกอบกู้โดยกลุ่มทุนใหม่

จากสถิติพบว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จีนจะมีบริษัทเอกชนกว่า 3 ล้านแห่งต้องเผชิญปัญหาการเปลี่ยนมือสู่รุ่นถัดไป ขณะที่หลายครอบครัวยังคง “มอบหมายด้วยปากเปล่า” หรือไม่มีแผนรับมือหากผู้นำบริษัทล้มลงกะทันหัน

ที่มา https://www.msn.com/zh-cn/news/other/%E5%84%BF%E5%AD%90%E4%B8%8E%E7%BB%A7%E6%AF%8D%E6%96%97%E5%88%B0%E4%BC%81%E4%B8%9A%E7%A0%B4%E4%BA%A7-%E4%B8%80%E5%9C%BA%E6%B2%A1%E9%81%97%E5%98%B1%E7%9A%84%E7%A6%BB%E4%B8%96-%E6%8B%96%E5%9E%AE%E4%BA%86-36-%E5%B9%B4%E7%9A%84%E6%B5%99%E5%95%86%E5%B7%A8%E5%A4%B4/ar-AA1IKvqz?ocid=msedgntp&pc=U531&cvid=68787dff71364746bc8f59aeddf52d60&ei=18

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles