เมื่อปี 2023 การจากไปอย่างกะทันหันโดยไม่มีพินัยกรรมหรือการจัดการมรดกที่ชัดเจน ของเจิ้งหย่งกัง ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Ningbo Shanshan Co.,Ltd. (宁波杉杉) บริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ของจีน นำไปสู่หนึ่งในมหากาพย์ศึกสายเลือดที่รุนแรงที่สุดในวงการธุรกิจจีน เพียงเวลาไม่ถึง 2 ปี มูลค่าตลาดของ Shanshan หายไปร่วม 20,000 ล้านหยวน (ราว 9.2 หมื่นล้านบาท) บริษัทถูกฟ้องร้องหนัก เกิดการต่อสู้กันทั้งในศาลและสื่อ จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2025
ความว่างเปล่าหลังผู้นำล้ม
ปี 1989 เจิ้งหย่งกัง ก่อตั้ง Shanshan จากโรงงานสูทเล็กๆ ในเมืองหนิงโป จนขยายเป็นอาณาจักรพันล้านระดับประเทศ เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป และต่อยอดธุรกิจสู่พลังงานใหม่ โดยเฉพาะวัสดุแบตเตอรี่และจอแสดงผล จนครั้งหนึ่งถูกยกย่องว่าเป็น “กรณีศึกษาการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจเอกชนจีน” แต่เมื่อเขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกะทันหันในวัย 65 ปี กลับไม่ทิ้งพินัยกรรมหรือจัดวางทายาทไว้อย่างเป็นทางการ
สงครามระหว่างลูกชายกับแม่เลี้ยง
ทายาทที่เจิ้งหย่งกังปลุกปั้นไว้คือ เจิ้งจวี ลูกชายที่เกิดกับกับภรรยาเก่า เขาได้รับช่วงต่อตำแหน่งซีอีโอและประธานบริษัทต่อทันทีหลังการเสียชีวิตของพ่อ
ทว่าในวันที่มีการประชุมกรรมการบริหารเพื่อแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการ โจวถิง ภรรยาคนปัจจุบันซึ่งเป็นแม่ของลูกอีกสามคนของเจิ้งหย่งกัง กลับปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด พร้อมคัดค้านมติที่ประชุมและขออำนาจในฐานะผู้ปกครองของบุตรตามกฎหมาย
การปรากฏตัวครั้งนี้ จุดชนวนศึกสายเลือดเต็มรูปแบบ ในปี 2023-2024 สองฝ่ายเดินเกมฟ้องร้อง แข่งกันแช่แข็งทรัพย์สินอีกฝ่าย ต่อรองอำนาจในบอร์ด จนบริษัทติดลบทั้งผลประกอบการและความเชื่อมั่นจากตลาด
รอยร้าวในอาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจแบตเตอรี่และจอแสดงผล โดยเฉพาะการเข้าซื้อกิจการจาก LG มูลค่ากว่า 1,100 ล้านหยวน (ราว 5,060 ล้านบาท) ในปี 2020 บริษัทกลับเจอคลื่นสวนกระแสเมื่อความต้องการในตลาดโลกชะลอตัว ต้นทุนสูง ผลิตเกิน และขาดกระแสเงินสดอย่างหนัก
รายงานประจำปี 2024 ชี้ว่า Shanshan ขาดทุนสุทธิ 367 ล้านหยวน (ราว 1,688.2 ล้านบาท) ติดลบหนักที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
ท่ามกลางวิกฤต เจิ้งจวีหันไปทุ่มเวลาให้กับกองทุนส่วนตัวมากกว่าเข้าแก้ปัญหาหลัก ขณะที่โจวถิง ซึ่งขึ้นแท่นเป็นประธานบอร์ดในปลายปี 2024 พยายามเข้าควบคุมกิจการด้วยนโยบายรัดเข็มขัด ประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด แต่ก็ไม่สามารถหยุดวิกฤตินี้ได้ทัน
จาก “อาณาจักรหมื่นล้าน” สู่ “บทเรียนความล้มเหลว”
ในปี 2025 บริษัทถูกศาลสั่งฟื้นฟูกิจการ มูลค่าหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้ก่อตั้งถูกลดบทบาท จนถือหุ้นไม่ถึง 30% อาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง กลายเป็นซากที่รอการกอบกู้โดยกลุ่มทุนใหม่
จากสถิติพบว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จีนจะมีบริษัทเอกชนกว่า 3 ล้านแห่งต้องเผชิญปัญหาการเปลี่ยนมือสู่รุ่นถัดไป ขณะที่หลายครอบครัวยังคง “มอบหมายด้วยปากเปล่า” หรือไม่มีแผนรับมือหากผู้นำบริษัทล้มลงกะทันหัน


