ในจีนตอนนี้ ทั้งอีคอมเมิร์ซ พลังงานใหม่ และอุตสาหกรรมดั้งเดิมต่างแข่งขันกันอย่างรุนแรง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือกำไรหดตัว ธุรกิจขาดทุนต่อเนื่อง ลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้างและลดเงินเดือน และลดแรงจูงใจในการลงทุน โดยในเดือนมิถุนายน 2025 ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในจีน ยังติดลบถึง 3.6% ตอกย้ำภาวะเงินฝืดในภาคการผลิต
รัฐบาลจีนเริ่มเดินเกม “ต้านการแข่งขันเกินพอดี”
- ก.ค. 2024 การประชุมระดับสูงของพรรคฯ มีมติ “ต่อต้านเน่ยเจวี่ยน (内卷) หรือ”การแข่งขันเกินพอดี” อย่างชัดเจน
- มี.ค. 2025 รายงานรัฐบาลประกาศให้การแก้ปัญหการแข่งขันเกินพอดี เป็นภารกิจเชิงกลยุทธ์ระดับชาติ
- มิ.ย. 2025 แก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพิ่มข้อห้ามใหม่ๆ เช่น ห้ามขายต่ำกว่าทุน ห้ามโฆษณาเกินจริง เป็นต้น มีผลบังคับใช้ ต.ค. 2025 เป็นต้นไป
ทำไมต้องต่อต้านการแข่งขันที่เกินพอดี
แม้ครึ่งแรกปีนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของจีน โตเกินคาดที่ 5.3% แต่กลับไม่สะท้อนคุณภาพของการเติบโต เพราะถูกขับเคลื่อนด้วยการลงทุนในภาคการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ตัวปรับราคาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP Deflator) ติดลบต่อเนื่องถึง 9 ไตรมาสติดต่อกัน สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินฝืด
ต้นตอสำคัญก็คือ”การแข่งขันเกินพอดี” ธุรกิจลดราคาแข่งกันอย่างบ้าคลั่ง จนกำไรลดลง การลงทุนซบเซา และกำลังการผลิตล้นตลาด
รัฐบาลเดินหน้าจัดการฝั่ง “อุปทาน”
- อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เหล็ก ปูน ถ่านหิน มีการควบคุมการผลิต ควบรวมกิจการ และยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
- อุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียม รัฐพยายามยับยั้งการลงทุนซ้ำซ้อนและสงครามราคา
- ภาคแพลตฟอร์ม เช่น ฟู้ดเดลิเวอรี-อีคอมเมิร์ซ เน้นควบคุมระบบอัลกอริธึม และปกป้องสิทธิแรงงาน
ปัญหาลึกและซับซ้อนกว่าที่คิด
แม้ผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์จะลดกำลังการผลิตลง 30% จนราคาวัตถุดิบดีดตัวถึงจุดคุ้มทุน แต่โรงงานขนาดเล็กจำนวนมากยังคงตัดราคากันไม่หยุด อีกทั้งหลายท้องถิ่นยังใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่ดิน ที่ทำให้เกิดการลงทุนใหม่กว่า 8 แสนล้านหยวน (ราว 3.68 ล้านล้านบาท) ในปีเดียว
Morgan Stanley เตือน “ถ้าไม่เร่งฟื้น ‘ฝั่งดีมานด์’ ทุกอย่างจะสูญเปล่า”
รายงานล่าสุดของ Morgan Stanley ระบุว่า นโยบาย “ต่อต้านการแข่งขันเกินพอดี” ของจีนเน้นแต่ด้านอุปทาน แต่ละเลยการกระตุ้นฝั่งความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นรากของปัญหาเงินฝืด โดยกล่าวว่า 2 สาเหตุหลักที่ฉุดไม่ให้เศรษฐกิจจีนฟื้น ได้แก่
- รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคซื้อมาใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดปี 2023 โตเพียง 0.1% รายได้ชะลอ อสังหาฯ ถดถอย ส่งออกยังติดข้อพิพาทการค้า
- กำลังการผลิตล้นในภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานใหม่ที่เอกชนครองตลาดถึง 90% ทำให้การควบคุมยากกว่ากลุ่มรัฐวิสาหกิจ
เสนอแนวทาง “รักษาที่ต้นเหตุ”
Morgan Stanley เสนอ 3 แนวทางหลักในการแก้เงินฝืดของจีน ดังนี้
- ปฏิรูปบทบาทรัฐ ลดบทบาท “ผู้ตัดสิน+ผู้เล่น” ของรัฐบาลท้องถิ่น หยุดสงครามอุดหนุน ลดการก่อสร้างซ้ำซ้อน
- สร้างตลาดระดับชาติที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ กำจัดลัทธิคุ้มครองท้องถิ่น วางมาตรฐานแข่งขันที่เท่าเทียม
- ยกระดับกฎหมาย ด้วยการเอาผิดการแข่งขันไม่เป็นธรรม 7 ประเภท พร้อมตั้งกลไกให้ธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน “ถอยออกจากตลาด” อย่างเป็นระบบ
แม้การควบคุมฝั่งอุปทานอาจช่วยให้ PPI ฟื้นช่วงปลายปี 2025 และ CPI อาจกลับมาบวกเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ปฏิรูปการบริโภค การใช้จ่าย และโครงสร้างการเติบโตให้ยั่งยืน อาจหลงทางเข้าสู่ “กับดักเงินฝืด” เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นเคยเผชิญมาก่อน
สุดท้าย จุดเปราะบางที่สุดของจีนตอนนี้คือ “ความขัดแย้งระหว่างการรักษาการจ้างงาน กับการลดกำลังผลิตของภาคการผลิต” และ “การหาสมดุลระหว่างกลไกตลาด กับการแทรกแซงของภาครัฐ” ซึ่งต้องจัดการให้แม่นยำ


