Huawei บุกตลาด ‘อารมณ์’ เปิดตัวเพื่อน AI ‘Smart Hanhan’ 399 หยวน ขายเกลี้ยงในไม่กี่วิ

แชร์บทความ

JTN Businesss 1 14

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ของเล่น AI ของ Huawei ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนชั้นนำของจีน ซึ่งมีราคา 399 หยวน (ราว 1,800 บาท) ขายหมดในไม่กี่วินาทีบน Huawei Mall ของเล่นนี้เป็นตุ๊กตาขนนุ่มชื่อ Smart Hanhan ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้ รับรู้การสัมผัส และมีระบบบันทึกความทรงจำ เสมือนเพื่อนอิเล็กทรอนิกส์ด้านอารมณ์ ทั้งยังสามารถคล้องเป็นพวงกุญแจแฟชั่นได้ด้วย

เมื่อเทียบกับของเล่น AI ประเภทเดียวกันซึ่งมักมีราคาตั้งแต่ 400-800 หยวน (ราว 2,000-4,000 บาท) และบางตัวราคาพุ่งไปแตะหลักพันหยวน (ราว 4,500 บาท) เช่น Moflin จากแบรนด์ Casio ของญี่ปุ่นมีราคาขายสูงถึงประมาณ 3,000 หยวน (ราว 15,000 บาท) ถือได้ว่า Smart Hanhan ให้ความคุ้มค่าเกินราคา แถมราคามือสองก็ทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 460-559 หยวน (ราว 2,070-2,515 บาท) เลยทีเดียว

หลิน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์จากบริษัทผู้พัฒนาของเล่น AI รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า  การลงสนามนี้ Huawei ทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น และช่วยให้วงการมีเงินทุนและเทคโนโลยีหมุนเวียน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์พัฒนาได้ไวขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปัญหาก็ยังมีอยู่ ทั้งความสามารถที่ยังไม่ถึงระยะเติบโตจริง และยังไม่มีสินค้าตัวไหนทำยอดขายทะลุ 2 ล้านชิ้น ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเส้นแบ่งของความอยู่รอดของธุรกิจนี้

ของเล่น AI มักถูกใช้งานเฉพาะในบ้าน จนกระทั่งเดือนมิถุนายนปีนี้ เมื่อบริษัท Agora Inc. เปิดตัว “Fuzozo” (芙崽 – ฟูไจ่) ในรูปแบบพวงกุญแจ AI ที่พกพาออกนอกบ้านได้ ถือเป็นเจ้าแรกที่นำ AI ออกมาสู่ชีวิตนอกบ้าน ผู้ผลิตของเล่น AI รุ่นนี้คือคือ Robopoet (上海珞博智能) ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Huawei 

ก่อนหน้าจะมีตุ๊กตาออกมาให้จับต้อง Huawei เคยเปิดตัว “Hanhans” เวอร์ชันตัวละครเสมือนบน HarmonyOS 5.1 ในช่วงฤดูร้อน โดยเป็น AI ที่อยู่บนหน้าจอที่ผู้ใช้แตะเล่น ลูบขนเสมือน หรือดูอารมณ์ที่ซิงก์ตามกิจวัตรประจำวันได้

การเปิดตัว Smart Hanhan เป็นการต่อยอดจากตัวละครที่เป็นที่รู้จักมาก่อน แล้วค่อยทำให้กลายเป็นสินค้าจริง Robopoet ช่วยออกแบบลักษณะตัวละครและบุคลิกเชื่อมเข้ากับโมเดล AIของ Huawei ทำให้พูดคุยได้เป็นธรรมชาติ และจดจำข้อมูลระยะยาวได้ ซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่ารุ่นก่อนๆ ที่เป็นแบบวางตั้งโต๊ะ หรือสวมใส่ได้ บวกกับมีการถอดบทเรียนความสำเร็จของสินค้าสะสมสไตล์ Pop Mart ที่เป็นกระแสบนโซเชียล ที่ผู้คนสามารถพกพาไปโชว์ และถ่ายรูปแชร์ลงโซเชียลได้ง่าย

ความนิยมของสินค้านี้ยังทำให้เกิดชุมชน “ผู้ปกครองฟูไจ่” บน Xiaohongshu เป็นพื้นที่ให้ผู้ใช้พบเจอ แลกเปลี่ยน และสร้างประสบการณ์ร่วมกันตามสถานที่ต่างๆ

สำหรับ Huawei การร่วมงานกับ Robopoet ไม่เพียงช่วยขยายภาพจำของ Hanhans แต่ยังเปิดทางสู่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ประเภทใหม่  

จางอี้ ซีอีโอหัวหน้าทีมนักวิเคราะห์จาก iiMedia มองว่าตลาดสมาร์ตโฟนใกล้จุดอิ่มตัว ผู้ผลิตจึงต้องหาเส้นทางใหม่ และของเล่นที่ผสาน AI กับ IP ที่เข้มแข็ง ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เด็ก แต่ยังช่วยสร้าง คุณค่าทางอารมณ์ให้ผู้ใหญ่ด้วย

จริงๆ แล้วก่อนที่ Huawei จะลงสนาม ตลาดนี้เดือดอยู่แล้ว ปีนี้มีบริษัท AI+ฮาร์ดแวร์กว่า 20 แห่งทั่วโลกระดมทุนสำเร็จ หลายรายได้เงินทุนเกินระดับร้อยล้านหยวน แต่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีทำให้ของเล่น AI เริ่มประสบปัญหาความซ้ำซากของดีไซน์สินค้าเ การขาดความเป็นธรรมชาติและขาดความอบอุ่นทางอารมณ์ ทั้งยังเจอปัญหาฟังผิดฟังถูกหรือตอบสนองช้า 

ผู้บริโภคเจน Z มีมุมมองคล้ายกัน คือ ของเล่น AI ในตอนนี้แค่ใส่ชิปลงไปในตุ๊กตาเนื้อหาหรือการพูดคุยที่ทำได้เหมือนกันบนแพลตฟอร์ม AI ที่มีอยู่แล้ว สิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกลับเป็นเพียงแค่ความน่ารักของสินค้า

หลี่หย่ง ผู้ก่อตั้ง Haivivi (跃然创新) ยืนยันว่า “IP คือปัจจัยการตัดสินใจซื้ออันดับแรก” เช่น BubblePal ที่มียอดขายสะสมเกือบ 3 แสนตัว งและทำยอดขายรวมทะลุ 100 ล้านหยวน (ราว 450 ล้านบาท) และยังครองตำแหน่งสินค้าขายดีอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การจะยกระดับเทคโนโลยี AI ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เงินและข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งมักกระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทยักษ์ใหญ่ ทำให้บริษัทเล็กรอดยาก เช่น Embodied ผู้ผลิตหุ่นยนต์เด็กชื่อดังสัญชาติอเมริกัน ที่เพิ่งประกาศล้มละลายไปเมื่อเดือนเมษายน เนื่องจากปิดดีลลงทุนไม่สำเร็จ

การที่ Huawei เข้าสู่วงการนี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณบวก เพราะมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ และการเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมหาศาล และอาจช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งอุตสาหกรรมมีนวัตกรรมร่วมกันได้ในอนาคต

WHO ระบุว่า 1 ใน 6 ของประชากรโลกกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว Ark Invest คาดว่าตลาดเพื่อนคู่คิด AI จะเติบโตสู่ 70,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.45–5.25 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 โตเฉลี่ยกว่า 200% ต่อปี

ตลาดย่อยหลายๆ กลุ่มมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” ที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 2.1 พันล้านคนในปี 2050 ทำให้หุ่นยนต์ AI ที่สามารถพูดคุย ดูแล และช่วยเรื่องสุขภาพได้ในตัวเดียวกลายเป็นที่น่าจับตา

อีกด้านหนึ่ง การผสานการโต้ตอบหลายรูปแบบ ทั้งเสียง การมองเห็น และการสัมผัส จะเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ AI ในอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปมากขึ้น เราจะได้เห็นสินค้า AI ที่สลัดภาพจำเดิมๆ เข้าใจอารมณ์มนุษย์ได้ดีขึ้น และอาจกลายเป็นเพื่อนคู่ใจของใครหลายคนได้จริงๆ สำหรับบริษัทเองหากจะอยู่รอดได้ ก็จำเป็นต้องสร้าง “กำแพงป้องกันแห่งความได้เปรียบ” ของตัวเองให้แข็งแรง จึงจะก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles