วันที่ 21 มี.ค. 2026 ตำรวจเมือองกว่างโจวได้แถลงการณ์ยืนยันการจับกุม “ป้าเหมย” (ผู้ต้องหาแซ่เซี่ย) บุคคลสำคัญในเครือข่ายลักพาตัวและค้าเด็ก ที่สร้างความสะเทือนใจไปทั่วประเทศจีนมายาวนานกว่าทศวรรษ โดยผู้ต้องหารายนี้ให้การรับสารภาพ
คดีนี้เป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนครอบครัวเหยื่อมาตั้งแต่ช่วงปี 2003-2005 โดยมีเด็กหลายคนในพื้นที่มณฑลกว่างตงถูกแก๊งของนายจางเหวยผิงลักพาตัวไป ซึ่งนายจางสารภาพหลังถูกจับกุมว่า เด็กที่ถูกลักพาตัวทั้งหมดถูกส่งต่อไปขายผ่านนายหน้าที่ชื่อ “ป้าเหมย”
โฉมหน้าและกลลวงซ่อนเร้น
ตลอดหลายปีที่หลบหนี ป้าเหมยซ่อนตัวอยู่ในสังคมได้อย่างแนบเนียน เธอใช้ชื่อปลอมว่า “อาเหมย” และแฝงตัวอยู่ในอำเภอจื่อจินและอำเภออื่นๆ โดยอ้างตัวเป็นแม่สื่อรับจัดหาคู่ วาทศิลป์และรอยยิ้มคือสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างรู้จักเธอในฐานะผู้หญิงปากหวาน คุยเก่ง และเข้ากับคนง่าย ซึ่งเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครสงสัย
นอกจากนี้เธอยังสร้างแหล่งพักพิงชั่วคราว โดยเคยใช้ชีวิตคู่อยู่กับชายชราคนหนึ่งนานกว่า 2 ปี โดยไม่เคยจดทะเบียนสมรส ไม่เคยแสดงบัตรประชาชน และไม่เคยเข้าพักในโรงแรม ระหว่างนั้นเธอมักพาเด็กหน้าตาไม่ซ้ำกันมาที่บ้าน โดยโกหกว่าเป็นหลาน และใช้ลูกอมน้ำตาลกรวดหลอกล่อให้เด็กเงียบ แต่เมื่อเธอไหวตัวทัน หลังจากลูกสาวของชายชราแนะนำให้ทั้งคู่ไปจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้อง ป้าเหมยก็อ้างว่าไม่ได้พกบัตรประชาชนมา ก่อนจะเก็บข้าวของหลบหนีไปในเช้าวันรุ่งขึ้นและขาดการติดต่ออย่างถาวร
เบื้องหลังภาพสเก็ตช์
เนื่องจากไม่มีภาพถ่ายยืนยันตัวตน ตำรวจที่ทำคดีนี้จึงมืดแปดด้าน จนกระทั่งในปี 2019 หลินอวี๋ฮุย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสเก็ตช์ภาพจำลองคนร้าย ได้ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ชายชราและลูกสาวที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับป้าเหมย เพื่อวาดภาพใบหน้าของเธอขึ้นมาใหม่ โดยแก้ไขถึง 5 ครั้งจนพยานยืนยันว่ามีความเหมือนถึง 90%
ภาพสเก็ตช์นี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ครอบครัวเหยื่อใช้เดินสายตามหาลูก อย่างไรก็ตาม เมื่อป้าเหมยถูกจับกุม แหล่งข่าวระบุว่าใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปจากภาพสเก็ตช์มาก (คล้ายเพียง 30%) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า โครงหน้าหลักยังคงเดิม แต่ความเครียดจากการหลบหนีและอายุที่มากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าหย่อนคล้อยและรูปร่างผอมลงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าจะไม่มีการเปิดเผยภาพใบหน้าที่แท้จริงของป้าเหมย และภาพที่มีการแชร์อยู่บนโลกออนไลน์ตอนนี้ล้วนไม่ใช่ภาพของผู้ก่อเหตุรายนี้ทั้งสิ้น
บทสรุปแห่งความยุติธรรม
การจับกุมป้าเหมยไม่ได้มาจากความพยายามของตำรวจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันหลายภาคส่วน เริ่มจากความมุ่งมั่นของครอบครัว เมื่อพ่อของหนึ่งในเหยื่อลงพื้นที่ตามสืบจนพบชายชราที่ป้าเหมยเคยอยู่ด้วย และนำเบาะแสเรื่อง “ลูกสาวของป้าเหมย” ไปมอบให้ตำรวจ ผสานกับการทำงานของเจ้าหน้าที่และภาคสังคม ทั้งการประสานงานข้ามมณฑลอย่างไม่ย่อท้อของตำรวจ และการช่วยกันแจ้งเบาะแสของพลเมืองดีในโลกออนไลน์
กระบวนการยุติธรรมของจีนในปัจจุบันมุ่งเน้นการปราบปรามแบบถอนรากถอนโคน หากไม่มีคนซื้อ ก็จะไม่มีการลักพาตัว และผู้ที่รับซื้อเด็กจะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดเช่นกัน


