
“ราชาวัคซีน” ของจีนอย่าง Chongqing Zhifei Biological (智飞生物) กำลังเผชิญมรสุมครั้งใหญ่ หลังเมื่อวันที่ 8 พ.ต. ตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นออกหนังสือกำกับดูแลถึงเจียงเหรินเซิง ประธานบริษัท และ เจียงหลิงเฟิง ลูกชาย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ประเด็นที่กลายเป็นชนวนสำคัญคือการที่บริษัทปรับแก้งบการเงินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2020 ถึงไตรมาส 3 ปี 2025 ซึ่งหน่วยงานกำกับมองว่าเข้าข่ายแก้ไขผลประกอบการย้อนหลังเกือบ 6 ปีอย่างไม่เหมาะสม
บริษัทแห่งนี้เคยเป็นดาวเด่นของตลาดหุ้นจีน จากการถือสิทธิ์จำหน่ายวัคซีน HPV ชนิด 4 และ 9 สายพันธุ์ของบริษัท Merck Sharp & Dohme (MSD) บริษัทยายักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ แต่เพียงผู้เดียวในจีน ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 3.45 แสนล้านหยวน (ราว 1.65 ล้านล้านบาท) ในปี 2021 ก่อนที่ตลาดวัคซีนที่เริ่มชะลอตัวและปัญหาสต็อกสะสมจะค่อยๆ กลายเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจ
จากอดีตข้าราชการวัย 46 ปีที่ตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจ เจียงเหรินเซิงใช้เวลากว่า 20 ปีสร้างอาณาจักรวัคซีนจนก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของนครฉงชิ่งในปี 2019 อย่างไรก็ตาม หลังส่งไม้ต่อให้ลูกชายเจียงหลิงเฟิงรับตำแหน่งบริหารในปี 2024 บริษัทกลับต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ท่ามกลางตลาดวัคซีนที่ไม่ร้อนแรงเหมือนเดิมและแรงกดดันจากการย้อนแก้งบย้อนหลังหลายปี
รายงานประจำปี 2025 ของ Chongqing Zhifei Biological ที่เปิดเผยหลังการแก้ไขงบย้อนหลังเกือบ 6 ปี เผยสถานการณ์ทางการเงินที่น่ากังวล เพราะบริษัทขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นในปี 2010 จากเคยมีกำไร 2,250 ล้านหยวน (ราว 1.08 หมื่นล้านบาท) ในปี 2024 พลิกเป็นขาดทุนสูงถึง 1.74 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.35 หมื่นล้านบาท) ในปี 2025 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากรายการ “ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์” มูลค่า 1.36 หมื่นล้านหยวน (ราว 6.52 หมื่นล้านบาท)
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ เพราะแม้ในช่วงรุ่งเรืองที่สุดของบริษัทเมื่อปี 2021 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเพียงราว 1.2 หมื่นล้านหยวน (ราว 5.76 หมื่นล้านบาท) เท่านั้น หนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากวัคซีนเป็นสินค้าที่มีอายุจำกัด หากขายไม่ทันและหมดอายุก็ต้องถูกทำลายและกลายเป็นเป็นยอดการขาดทุนจากสินค้าคงคลังทันที
สัญญาณปัญหาสต็อกวัคซีน HPV ล้นตลาดเริ่มชัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เมื่อ Merck ประกาศระงับการส่งวัคซีน HPV ไปยังจีนชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้พันธมิตรในจีนเร่งระบายสต็อกวัคซีนที่ยังค้างอยู่ ซึ่งก็คือ Chongqing Zhifei Biological นั่นเอง
การถือสิทธิ์จำหน่ายวัคซีน HPV ของ Merck แต่เพียงผู้เดียวในจีน ต้องแลกมากับภาระต้นทุนมหาศาล โดยตามข้อตกลงที่ลงนามในปี 2023 Chongqing Zhifei Biological ต้องรับซื้อวัคซีน HPV จาก Merck มูลค่า 3.26 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.56 แสนล้านบาท) ในปี 2024 และ 2.6 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.24 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ขณะที่ปี 2026 ยังมีภาระจัดซื้ออีกเกือบ 1.78 หมื่นล้านหยวน (ราว 8.54 หมื่นล้านบาท)
แต่ข้อตกลงที่ทำไว้ในช่วงนั้นเริ่มไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน กระแสฉีดวัคซีน HPV แบบเสียค่าใช้จ่ายชะลอตัวลง ประกอบกับการแข่งขันจากวัคซีน 9 สายพันธุ์ของผู้ผลิตจีน ทำให้ธุรกิจหลักที่เคยสร้างรายได้มหาศาลให้บริษัทเริ่มอ่อนแอลง แต่บริษัทยังคงต้องแบกรับภาระตามสัญญาจัดซื้อดังกล่าวต่อไป
Chongqing Zhifei Biological ยังลดการพึ่งพา Merck ได้ยาก เพราะโครงสร้างรายได้ของบริษัทผูกกับธุรกิจตัวแทนจำหน่ายวัคซีนอย่างมาก โดยในปี 2024 รายได้จาก “ผลิตภัณฑ์ตัวแทนจำหน่าย” คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 94.63% ของรายได้ทั้งหมดและแม้รายได้รวมในปี 2025 จะลดลง แต่สัดส่วนดังกล่าวก็ยังสูงถึง 85.74%
ขณะเดียวกัน วัคซีนที่รับซื้อมาจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลับไม่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดฉีดจริงได้ จนกลายเป็นสินค้าคงคลังค้างสต็อก ซึ่งเป็นแรงกดดันที่สำคัญ
เจียงเหรินเซิง ผู้กอบโกยโอกาสจากยุครุ่งเรืองของวัคซีนจีน
ธุรกิจยาและวัคซีนย่อมต้องเผชิญจังหวะขึ้นลงของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนายาใหม่ ช่วงเก็บเกี่ยวรายได้ ไปจนถึงแรงกดดันจากคู่แข่งและการเปลี่ยนแปลงของตลาด ยิ่ง Chongqing Zhifei Biological พึ่งพาวัคซีน HPV ของ Merck เป็นรายได้หลัก ความท้าทายก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อกระแสวัคซีนเริ่มแผ่วลง
สำหรับครอบครัวตระกูลเจียง การชะลอตัวของธุรกิจอาจหมายถึงโจทย์ที่ต่างกันของคนสองรุ่น โดยเจียงเหรินเซิง วัยกว่า 70 ปี ถือเป็นผู้ที่เติบโตมากับยุคทองของวัคซีนจีน จากอดีตครูในชนบทและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอำเภอก้วนหยาง ก่อนค่อยๆ ไต่เต้าสู่ตำแหน่งด้านภูมิคุ้มกันและชีวภัณฑ์ในหน่วยงานสาธารณสุขของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง
ในปี 2000 ขณะอายุ 46 ปี เจียงเหรินเซิงตัดสินใจลาออกจากงานราชการและเข้าสู่ธุรกิจวัคซีน ในช่วงที่ตลาดวัคซีนแบบจ่ายเองของจีนเพิ่งเริ่มเติบโต ด้วยประสบการณ์ในแวดวงสาธารณสุข เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจตั้งแต่เนิ่นๆ
ต่อมาในปี 2002 เขาย้ายมานครฉงชิ่ง และถึงขั้นขายบ้านเพื่อนำเงินมาซื้อกิจการบริษัท Chongqing Jinxin (重庆金鑫生物制品公司) ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Chongqing Zhifei Biological โดยในช่วงแรกของการขยายธุรกิจ สมาชิกในครอบครัวทั้งภรรยา น้องชายและลูกชายคนเดียว ต่างเข้ามามีบทบาทในบริษัทตั้งแต่ระยะแรก
เจียงเหรินเซิงเลือกย้ายจากกว่างซีมายังนครฉงชิ่ง เพราะกิจการ Chongqing Jinxin ที่เขาเข้าซื้อ ไม่ได้มีเพียงโรงงาน แต่ยังมาพร้อมใบอนุญาตด้านการจัดจำหน่ายวัคซีน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรหายากในเวลานั้น อีกทั้งฉงชิ่งยังได้รับแรงหนุนจากนโยบายพัฒนาภาคตะวันตกของจีน พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อต่อธุรกิจยาและชีวเวชภัณฑ์
นับจากนั้น Chongqing Zhifei Biological เดินเกมด้วยโมเดล “ตัวแทนจำหน่ายแบบผูกขาดและรับประกันยอดขายขั้นต่ำ” โดยทุ่มเงินล็อกแหล่งวัคซีนต้นน้ำตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนเข้าจดทะเบียนในกระดานหุ้น ChiNext ของตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นในปี 2010 ท่ามกลางกระแสส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ของนครฉงชิ่ง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อ Chongqing Zhifei Biological เริ่มจับมือกับ Merck รับหน้าที่จัดจำหน่ายวัคซีนในจีน โดยเพียงปีแรกบริษัทก็ทุ่มงบจัดซื้อกว่า 110 ล้านหยวน (ราว 528 ล้านบาท) คิดเป็นเกือบ 40% ของยอดจัดซื้อวัคซีนทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนอนาคตของบริษัท
หลังวัคซีน HPV ของ Merck ได้รับความนิยมอย่างมาก และวัคซีนชนิด 4 และ 9 สายพันธุ์ได้รับอนุมัติในจีนช่วงปี 2017-2018 รายได้ของบริษัทก็พุ่งจากระดับไม่ถึง 1,000 ล้านหยวน (ราว 4.8 พันล้านบาท) ต่อปี สู่ทะลุ 5 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.4 แสนล้านบาท) อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อกระแสเริ่มชะลอลง ความท้าทายก็เริ่มตกมาสู่เจียงหลิงเฟิง ผู้รับไม้ต่อรุ่นใหม่ของบริษัท
ตลาดยุคใหม่คือโจทย์ยากของผู้บริหารรุ่นสอง
แม้จะเกิดในปี 1980 แต่เจียงหลิงเฟิงไม่ได้เติบโตมาในฐานะ “ทายาทมหาเศรษฐี” โดยช่วงที่พ่อของเขา เจียงเหรินเซิงเข้าซื้อกิจการและก่อตั้ง Chongqing Zhifei Biological ในปี 2002 เขายังเป็นนักศึกษากฎหมายชั้นปี 3 ของมหาวิทยาลัยกว่างซี (Guangxi University) หลังเรียนจบ เขาเลือกทำงานด้านกฎหมายในหน่วยงานยาสูบของรัฐแทนการเข้าร่วมธุรกิจครอบครัวทันที
ต่อมา เจียงหลิงเฟิงตัดสินใจลาออกจากงานราชการ เพราะมองว่างานประจำไม่เหมาะกับตัวเอง ก่อนเข้ามาร่วมงานกับพ่อและค่อยๆ เติบโตในระบบของ บริษัท โดยได้รับการสนับสนุนจากเจียงเหรินเซิงมาโดยตลอด
ในปี 2024 เจียงเหรินเซิงตัดสินใจวางมือจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ดำรงมานานและส่งต่อบทบาทบริหารให้เจียงหลิงเฟิงวัย 44 ปี พร้อมปรับทีมผู้บริหารให้เด็กลง โดยในบรรดารองประธาน 13 คน มีถึง 10 คนที่เป็นคนเจนวาย เพื่อให้สอดรับกับผู้นำรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่เจียงหลิงเฟิงต้องเผชิญไม่ใช่ตลาดขาขึ้นแบบที่พ่อเคยได้รับอีกต่อไป
ต่อมาในเดือนเมษายน 2026 Chongqing Zhifei Biological และ Merck ได้แก้ไขข้อตกลงความร่วมมือ โดยยกเลิกเงื่อนไขยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ ก่อนที่ครอบครัวเจียงจะเดินหน้า “ล้างบัญชี” ครั้งใหญ่ ผ่านการเปิดเผยผลประกอบการปี 2025 ที่ขาดทุนหนักและการย้อนแก้งบย้อนหลังหลายปี เพื่อเร่งปลดภาระสะสมของบริษัท แม้เสี่ยงแตะเส้นอันตรายของหน่วยงานกำกับดูแล ท่ามกลางคำถามสำคัญว่ากลยุทธ์เดิมพันหนักที่เคยพาบริษัทเติบโตจะช่วยให้บริษัทผ่านวิกฤตรอบนี้ได้หรือไม่


