
นักวิจัยจีนเพาะพันธุ์ “ลิ้นจี่ผสมลำไย” สำเร็จ โดยต้นลูกผสมต้นแรกเริ่มออกผลแล้วในปีนี้ที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมลิ้นจี่แห่งชาติ (Field Genebank for Litchi) เขตเทียนเหอ นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง
ความสำเร็จครั้งนี้สร้างความสนใจอย่างมาก เนื่องจากลิ้นจี่และลำไยจะอยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่เป็นพืชคนละสกุลและไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ตามธรรมชาติ ทำให้นักวิจัยต้องพัฒนาเทคนิคพิเศษเพื่อให้การผสมข้ามสกุลประสบความสำเร็จ
โครงการวิจัยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2558 โดยใช้ลิ้นจี่พันธุ์ “Huai Zhi” (怀枝) เป็นพันธุ์แม่ และลำไยพันธุ์ “Shi Xia” (石硖) เป็นพันธุ์พ่อ ก่อนใช้เวลานานเกือบ 10 ปี จนได้ต้นลูกผสมที่สามารถออกผลได้สำเร็จเป็นต้นแรกของโลก
ผลลัพธ์ที่ได้ยังสร้างความประหลาดใจให้กับทีมนักวิจัยอีกด้วย แม้ลิ้นจี่พันธุ์แม่และลำไยพันธุ์พ่อจะเป็นพันธุ์สุกปลายฤดู แต่ลูกผสมที่ได้กลับกลายเป็นพันธุ์สุกเร็ว มีเนื้อสัมผัสกรอบ ฉ่ำ หวาน และมีกลิ่นหอมโดดเด่น นักวิจัยจึงตั้งชื่อพันธุ์ใหม่นี้ว่า “Huai Shi” (怀石) (แน่นอนว่าไม่ใช่ “ลำจี่” แต่อย่างใด) โดยมาจากชื่อของลิ้นจี่พันธุ์แม่และลำไยพันธุ์พ่อผสมกัน
ก่อนหน้านี้ ในปี 2565 ทีมนักวิจัยจาก South China Agricultural University เคยพัฒนาลำไยลูกผสมลิ้นจี่สายพันธุ์ “Cui Mi” (脆蜜) ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยใช้ลำไยเป็นต้นแม่และลิ้นจี่เป็นต้นพ่อ ส่วนความสำเร็จล่าสุดเป็นการสลับบทบาทกัน โดยใช้ลิ้นจี่เป็นต้นแม่และลำไยเป็นต้นพ่อ ทำให้จีนประสบความสำเร็จในการผสมข้ามสกุลระหว่างลิ้นจี่และลำไยได้ครบทั้งสองรูปแบบเป็นครั้งแรก
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้คือศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมลิ้นจี่ ซึ่งใช้เวลากว่า 60 ปีในการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ลิ้นจี่มากกว่า 700 สายพันธุ์ รวมถึงพันธุ์พื้นเมืองหายากที่สูญหายไปจากท้องตลาดแล้ว และสายพันธุ์จากต่างประเทศจำนวนมาก ปัจจุบันนับเป็นแหล่งรวบรวมพันธุกรรมลิ้นจี่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นักวิจัยระบุว่าการเก็บรักษาสายพันธุกรรมเป็นเพียงหนึ่งในภารกิจของแปลงอนุรักษ์แห่งนี้เท่านั้น เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูง ปัจจุบันมีฐานข้อมูลวัสดุปรับปรุงพันธุ์ลิ้นจี่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรวบรวมลูกผสมมากกว่า 5.2 แสนตัวอย่าง และคัดเลือกต้นพันธุ์เด่นได้แล้วกว่า 300 สายพันธุ์ โดยลิ้นจี่พันธุ์ดังหลายชนิดในตลาดจีนก็ถือกำเนิดจากที่นี่
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการคัดเลือกพันธุ์โดยใช้เครื่องหมายทางพันธุกรรม (Marker Assisted Selection) ยังช่วยเร่งการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างก้าวกระโดด นักวิจัยสามารถวิเคราะห์ยีนจากใบพืชเพื่อคาดการณ์ลักษณะของผลได้ล่วงหน้า ทำให้ระยะเวลาคัดเลือกพันธุ์จากเดิมที่ต้องใช้ราว 10 ปี ลดเหลือเพียงประมาณ 3 ปีเท่านั้น
สำหรับ Huai Shi ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองเปรียบเทียบสายพันธุ์และคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 5-6 ปี ก่อนวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ โดยนักวิจัยมองว่าความสำเร็จครั้งนี้อาจเปิดประตูสู่การพัฒนาผลไม้สายพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคต


