
หวังฮ่าวหนาน หนุ่มจีนที่เพิ่งเรียนจบเมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้ติดตามบนโลกออนไลน์กว่าล้านคน เมื่อเขาได้รับบทเป็น หลี่ไป๋ กวีเอกแห่งราชวงศ์ถัง ในฐานะนักแสดง NPC ของย่านท่องเที่ยวเหอโถวเหล่าเจีย ในเมืองถังซาน มณฑลเหอเป่ย คอยประชันบทกวีกับนักท่องเที่ยว จนมีผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางมาต่อคิวเพื่อพบเขา บางคนถึงกับกลับมาอีกครั้งเพียงเพื่อประชันบทกวีด้วย
เรื่องราวของเขาไม่ใช่เพียงการพลิกชีวิตของชายหนุ่ม แต่เป็นเรื่องของการใช้บทกวีเชื่อมโยงผู้คนในโลกปัจจุบัน และตอบคำถามของชีวิตผ่านบทสนทนาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
ตามหา “หลี่ไป๋”
ช่วงนี้นักท่องเที่ยวจากทั่วจีนเดินทางมายังเหอโถวเหล่าเจียเพื่อตามหา “หลี่ไป๋” บางคนถึงกับนั่งรถไฟข้ามคืนจาก มองโกเลียใน เพื่อพบเขาเพียงไม่กี่นาทีแล้วเดินทางกลับในวันเดียว ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติบางคนถึงกับฝึกท่องบทกวี “Jing Ye Si” (静夜思) หรือ “ห้วงคำนึงในคืนสงบ” ของหลี่ไป๋เพื่อมาประชันบทกวีกับเขาโดยเฉพาะ
ผู้ที่มาพบเขาส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ หลายคนไม่ได้สนใจของที่ระลึกจากกิจกรรม แต่ตั้งใจมาประชันบทกวี บางคนนำบทกวีของหลี่ไป๋มาทดสอบความรู้ บางคนขอให้เขาอธิบายเบื้องหลังการประพันธ์บทกวี ก่อนขอการบ้านกลับไปฝึกต่อ ขณะที่เด็กบางคนหลังประชันบทกวีเสร็จก็ขอเข้าสวมกอดหลี่ไป๋ด้วยความประทับใจ
หลายคนยังมาหาเขาเพื่อขอคำตอบให้กับปัญหาชีวิต โดยเฉพาะช่วงก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขามักหยิบบทกวีของหลี่ไป๋มาอวยพรและให้กำลังใจนักเรียน ส่วนคำถามที่เขาได้ยินบ่อยที่สุดคือความเครียดจากการทำงาน ความรักที่ไม่สมหวัง และแรงกดดันจากการถูกเร่งให้แต่งงาน
เมื่อหาบทกวีที่เหมาะจะตอบคำถามไม่ได้ เขาจึงเริ่มแต่งบทกวีขึ้นเองเพื่อปลอบโยนผู้คน จนมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้เจ้าตัวจะถ่อมตัวว่าเป็นเพียงกลอนธรรมดา แต่กลับสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ หันมาสนใจอ่านและแต่งบทกวีจีนโบราณมากขึ้น
ช่วงวันหยุดและเทศกาล ทุกครั้งที่เดินกลับห้องพักเขามักถูกผู้คนล้อมไว้จนต้องประชันบทกวีต่อเนื่องตั้งแต่บ่ายจนถึงราว 3 ทุ่ม โดยไม่ใช้ไมโครโฟน ทำให้เสียงแหบจนต้องพกลูกอมแก้เจ็บคอติดตัวตลอด ถึงกับเคยเส้นเสียงอักเสบจนพูดไม่ได้
เมื่อรู้สึกหมดแรง เขาจะใช้วิธีด้นสดเพื่อพานักท่องเที่ยวไปยังฉากโรงเตี๊ยม ก่อนสวมบทหลี่ไป๋ที่กำลังเมา เอนกอดไหสุราพร้อมขับร้องบทกวีไปด้วยและได้นั่งพักไปในตัว
ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แหล่งท่องเที่ยวจึงเพิ่มการแสดง “300 บทกวีแห่งราชวงศ์ถัง” นำหลี่ไป๋และตู้ฝู่ สองกวีเอกแห่งราชวงศ์ถังมาประชันบทกวีกับผู้ชมบนเวทีผ่านไมโครโฟน
หลังการแสดงจบลงในทุกค่ำคืน ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเข้ามาถ่ายรูปพร้อมน้ำตา พร้อมบอกกับเขาว่า “ขอบคุณที่ทำให้ได้พบหลี่ไป๋เมื่อพันปีก่อน” คำพูดนี้สร้างความประทับใจให้เขาอย่างมาก เขามองว่า ผู้คนไม่ได้หลงรักตัวเขา หากหลงรักจิตวิญญาณและวัฒนธรรมบทกวีที่หลี่ไป๋เป็นตัวแทน และไม่ว่าใครจะเป็นผู้สวมบทบาทนี้ก็จะได้รับความรักจากผู้ชมไม่ต่างกัน
โอกาสเปลี่ยนชีวิต
หวังฮ่าวหนานเป็นชาวเมืองถังซาน จบการศึกษาด้านดนตรี เคยร่วมแสดงละครเวทีจนได้รับรางวัลระดับมณฑลและเคยฝึกสอนดนตรีในโรงเรียนมัธยม แต่สุดท้ายเลือกไม่เป็นครู เพราะมองว่าทักษะการร้องเพลงของตนยังไม่ดีพอ หลังเรียนจบเมื่อปีที่แล้ว เขามั่นใจว่าจะหางานสายดนตรีได้ไม่ยาก แต่แม้สมัครทั้งงานครู คณะละคร และวงดนตรี ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากที่ใดเลย จนกระทั่งได้โอกาสมารับบทหลี่ไป๋
หลังเรียนจบเมื่อปลายเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เขาว่างงานอยู่นานหลายเดือน แม้จะเห็นประกาศรับสมัครนักแสดง NPC ของเหอโถวเหล่าเจีย แต่ก็ลังเล เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้จบด้านการแสดง ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นต่างมีงานทำหรือเรียนต่อกันหมดแล้ว กระทั่งอาจารย์มหาวิทยาลัยแนะนำให้ลองสมัคร เขาจึงเข้าสัมภาษณ์ แม้ยังไม่รู้ว่าจะได้รับบทใด และผ่านการคัดเลือกในที่สุด
หวังฮ่าวหนานเคยมีประสบการณ์แสดงบนเวทีมาก่อน สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขารับบทหลี่ซื่อหมิน จักรพรรดิผู้สร้างยุครุ่งเรืองแห่งราชวงศ์ถัง ในการแสดงต่อหน้าผู้ชมนับพันคนเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเขาตื่นเต้นมากเพราะซ้อมมาแค่ 2 วัน มือที่เปียกเหงื่อทำให้เกือบชักดาบไม่ออกและเก็บดาบเข้าฝักพลาดหลายครั้ง
เมื่อเข้าทำงานที่เหอโถวเหล่าเจีย เขาเริ่มต้นจากบทช่างตีเหล็ก ก่อนผู้กำกับจะเลือกให้รับบทหลี่ไป๋เขาเคยคิดว่าบทนี้ไม่น่าจะยาก เพราะท่องบทกวีของหลี่ไป๋มาตั้งแต่เด็ก แต่วันแรกกลับถูกนักท่องเที่ยวให้ประชันบทกวีจนตอบไม่ได้ แม้จะใช้ไหวพริบเอาตัวรอด แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ความมั่นใจของเขาหายไปและกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาศึกษาบทกวีของหลี่ไป๋อย่างจริงจัง
หลี่ไป๋คนเดิม เพิ่มเติมคือความมั่นใจ
หลังถูกนักท่องเที่ยวประชันบทกวีจนตอบไม่ได้ในวันแรก คืนนั้นหวังฮ่าวหนานกลับไปท่องบทกวีของหลี่ไป๋กว่า 20 บท พร้อมซื้อ Apple Watch มือสองมาเก็บบทกวีไว้ในแอปบันทึกเพื่อทบทวนได้ทุกเมื่อ นอกจากบทกวียุคราชวงศ์ถัง ซ่ง และหมิงแล้ว เขายังศึกษาวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Shijing (诗经) และ Chuci (楚辞) เพื่อทำความเข้าใจโลกของบทกวีจีนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เขาเผยว่าการรับบทหลี่ไป๋ไม่ได้สำเร็จในชั่วข้ามคืน หากค่อยๆ พัฒนาผ่านคำแนะนำของผู้กำกับและเสียงสะท้อนจากผู้ชม เดิมผู้กำกับวางคาแรกเตอร์ให้เป็นหลี่ไป๋ผู้ผิดหวังในชีวิต เดินถือจอกสุราพร้อมร่ายบทกวีไปตามท้องถนน แต่เมื่อคลิปการแสดงเผยแพร่บนโซเชียล กลับมีชาวเน็ตวิจารณ์ว่า “ไม่เหมือนหลี่ไป๋” หรือ “เหมือนคนเมามากกว่า” จนทำให้เขานอนไม่หลับทั้งคืน
หวังฮ่าวหนานยอมรับว่าเดิมทีเขาเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ช่วงแรกยังถูกวิจารณ์ทั้งเรื่องเสียง รูปร่าง และการแต่งกาย ทั้งที่ในฤดูหนาวของเมืองถังซานซึ่งอุณหภูมิติดลบกว่า 10-20 องศาเซลเซียส เขาต้องสวมเสื้อหลายชั้นเพื่อจะได้อยู่พูดคุยกับนักท่องเที่ยวได้นานขึ้น เสียงวิจารณ์เหล่านั้นทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง จนต้องขอคำแนะนำจากเพื่อนสนิทผู้รับบทตู้ฝู่
เมื่ออ่านบทกวีของหลี่ไป๋มากขึ้น มุมมองต่อชีวิตของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เขาเรียนรู้ว่าแม้หลี่ไป๋จะเผชิญความผิดหวังและอุปสรรคมากมาย แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้และยังฝากผลงานที่ผู้คนจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เขาตระหนักว่า หากมีข้อบกพร่องก็เพียงปรับปรุงและก้าวเดินต่อไป
คำวิจารณ์ของผู้ชม ทำให้เขาเริ่มศึกษาหลี่ไป๋อย่างจริงจัง ทั้งจากสารคดี ภาพยนตร์ และความคิดเห็นของนักท่องเที่ยว ก่อนนำข้อเสนอแนะเรื่องเครื่องแต่งกายไปหารือกับทางแหล่งท่องเที่ยว จนชุดการแสดงได้รับการปรับปรุงมาแล้วถึง 5 ครั้ง
นอกจากเครื่องแต่งกาย เขายังพัฒนาการแสดงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เน้นภาพลักษณ์ของกวีผู้เมาสุรา เขาเริ่มถ่ายทอดบุคลิกของหลี่ไป๋ในหลายแง่มุม ทั้งความมั่นใจในพรสวรรค์ของตัวเอง ความเป็นอิสระ และความใจกว้าง จนปัจจุบันได้รับการจัดให้เป็นนักแสดงระดับ S (ระดับรองสูงสุด) ของแหล่งท่องเที่ยวและมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 6 เท่า จากช่วงเริ่มทำงาน
ทุกวันนี้ชีวิตของหวังฮ่าวหนานยุ่งกว่าเดิม เขาย้ายมาอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวเพื่อลดเวลาเดินทาง แต่ตารางงานที่แน่นทำให้แทบไม่มีเวลาศึกษาบทกวีเหมือนแต่ก่อน จากเดิมที่เคยท่องได้วันละ 4-5 บท ทุกวันนี้กว่าจะเลิกงานก็เกือบตี 2 เขาจึงหันมาแต่งบทกวีของตัวเองเพื่อปลอบโยนและให้กำลังใจผู้คนที่กำลังเผชิญความเครียดหรือความสับสนในชีวิต
เขายอมรับว่า “หลี่ไป๋” ได้เปลี่ยนตัวเขาไปอย่างสิ้นเชิง เพราะการศึกษาบทกวีและการสวมบทบาท ทำให้เข้าใจทั้งความคิดและจิตวิญญาณของกวีเอกผู้นี้มากขึ้น ครั้งหนึ่งระหว่างการแสดง แสงไฟบนเวทีทอดเงาของเขาจนเห็นเป็น “สามคน” ทำให้เขาเข้าใจความหมายของบทกวี “Yue xia du zhuo”(月下独酌) หรือ “ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์อย่างถ่องแท้” และรู้สึกราวกับได้เข้าใกล้หลี่ไป๋มากกว่าที่เคย


