“หรือว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคการจัดระเบียบโลกใหม่? ”

แชร์บทความ

April 1200 x 1200 2 1

โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์

หลังสงครามโลกครั้งที่  1 สิ้นสุดลงใหม่ๆ ประธานาธิบดีอเมริกาวู้ดโรว์ วิลสัน เป็นคนแรกที่พูดถึงคำว่า “New World Order” (การจัดระเบียบโลกใหม่) เขาเสนอให้ตั้ง “องค์กรสันนิบาตชาติ” (League of Nation) ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจลุกลามกลายเป็นสงครามใหญ่โตขึ้นมาอีก สุดท้ายสันนิบาตชาติก็ตั้งไม่สำเร็จ แต่กว่าหนึ่งศตวรรษมาแล้ว คำๆ นี้ถูกผู้นำประเทศตะวันตกนำมาใช้บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกครั้งที่พวกเขารู้สึกว่า “ระเบียบโลก” เก่าที่พวกเขาเคยได้เปรียบเริ่มส่อเค้าง่อนแง่น เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รมต.ต่างประเทศของอเมริกาถึงขนาดยืนยันว่า “ระเบียบโลกใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีอเมริการวมอยู่ด้วย” แม้แต่ประเทศด้อยพัฒนาที่ถูกมหาอำนาจสับโขกจนโงหัวไม่ขึ้น บางครั้งก็ลุกขึ้นพูดถึงการจัดระเบียบโลกใหม่เหมือนกัน เพราะพวกเขารู้สึกว่าระเบียบโลกแบบเก่ามันไม่เป็นธรรม เอารัดเอาเปรียบคนอื่นมากเกินไป

“การจัดระเบียบโลกใหม่” มีกำเนิดมานับศตวรรษแต่ไม่เคยล้าสมัย นี่เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าโลกมนุษย์ไม่เคยหยุดแบ่งแบก  ไม่เคยหยุดปั่นป่วน  ต้นเหตุก็มาจากประเทศมหาอำนาจที่ช่วยกันเฉือดเนื้อเถือหนัง แบ่งผลประโยชน์กันไปเรื่อย ๆ   หากการแบ่งปันไม่ลงตัวเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็จะมีผู้นำจากขั้วใดขั้วหนึ่งร้องหาให้มีการจัดระเบียบโลกกันใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป Wikipedia ให้ความหมายของคำนี้ว่า “การจัดระเบียบโลกใหม่ หมายถึงช่วงตอนหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการถ่วงดุลอำนาจอันเป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลก เกิดการผันแปรไปอย่างชัดเจน”

ผู้เขียนพูดถึงเรื่องการจัดระเบียบโลกใหม่ เพื่อพยายามตอบคำถามที่มีผู้ถามว่า เหตุใดประเทศจีนในระยะนี้จึงดูคึกคักเป็นพิเศษ  สีจิ้นผิงเดินทางไปต่างประเทศด้วยตนเองก็หลายครั้ง ส่วนแขกต่างประเทศก็ยกโขยงกันมาเยือนจีนแทบไม่ขาดสาย แม้จีนเองจะไม่เคยใช้คำว่า “การจัดระเบียบโลกใหม่” แต่ผู้เขียนกลับนึกถึงคำๆ นี้และนึกตอบตัวเองว่า…ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจีนครั้งนี้ อาจเป็นสิ่งบอกเหตุว่าโลกของเรากำลังจะเกิดการจัดระเบียบกันใหม่ขึ้นแล้วก็ได้

c0d019df02d34baa9f098900503a546d 1

ก่อนอื่นขอแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับคำว่า “ประชาธิปไตย” “ความเป็นกลางทางการเมือง” หรือ “ขั้วอำนาจ” ซึ่งเชื่อว่าเป็นเรื่องที่จีนกับโลกตะวันตกคิดเห็นแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น อเมริกามีความเชื่อว่า โลกทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือขั้วประชาธิปไตยกับขั้วอำนาจนิยม อเมริกาเป็นผู้นำขั้วประชาธิปไตยจึงมีหน้าที่ต้องปลุกเร้า (ยุแหย่) สร้างความมั่นใจให้กับประเทศที่มีเป็นกลางๆ ยังไม่ได้เลือกข้าง ให้หันมาเลือกขั้วประชาธิปไตย แต่ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อเมริกายิ่งพยายามมากเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งแตกแยกมากขึ้นเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม จีนเห็นว่าการแก่งแย่งกว้านหาพันธมิตรแบบที่อเมริกาทำอยู่เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง จะต้องปล่อยให้ประเทศที่มีจุดยืนกลางๆ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ต้องการเข้าสังกัดขั้ว เต็มใจที่จะเลือกฝักฝ่ายหรือไม่เลือกฝักฝ่ายใดๆ เลยก็ได้ จีนเสนอให้ประเทศเหล่านี้คิดอยู่เสมอว่า “ประชาธิปไตย” มีความหมายกว้างขวางมาก ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ชี้ขาดอยู่ที่ว่า ใครจะพาประเทศให้หลุดพ้นจากการกดขี่ครอบงำของคนอื่น แล้วจะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปได้อย่างไรต่างหาก

สีจิ้นผิงเคยพูดในที่ประชุม UN และในอีกหลายโอกาสว่า “มนุษยชาติมีชะตากรรมร่วมกัน” สุขก็สุขด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ความคิดที่จะเอาแต่ได้อย่างเดียวเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ ผ่านการปฏิบัติด้วยความจริงใจของจีน โดยเฉพาะในโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ที่จีนมุ่งนำพาความเจริญไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา ทำให้ประเทศต่างๆ มองจีนเป็นมิตรที่ไว้ใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ งานชิ้นโบว์แดงของผู้นำจีนที่จะประทับใจชาวโลกในขณะนี้ หนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่สีจิ้นผิงเดินทางไปเยือนซาอุดิอารเบีย แล้วชักนำให้ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านซึ่งเป็นอริกันมานับสิบปี เดินทางมาเซ็นสัญญามิตรภาพต่อกันที่ปักกิ่งโดยมีสีจิ้นผิงเป็นสักขีพยาน

เพื่อชักจูงใจให้ประเทศต่างๆ เป็นอิสระไม่ต้องขึ้นต่อกัน จีนพยายามผูกมิตรกับทุกประเทศ เป็นพันธมิตรกับประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการมีปากมีเสียงในเวทีโลก ผ่านความพยายามด้วยการกระทำที่จริงใจ จึงค่อยๆ ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากมิตรประเทศมากขึ้น การที่ซาอุดิอารเบียกับอิหร่านซึ่งเป็นศัตรูคู่แค้นกันมานาน กล้บมาฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันได้ นับเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่โลกควรต้องจารึกไว้

การเยือนจีนอย่างคึกคักในช่วงนี้นอกจากนักการเมืองแล้ว ยังมีนักธุรกิจจจากประเทศต่างๆ อีกนับร้อย เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ เป็นโรงงานโลกที่ผลิตสินค้าแทบทุกชนิดในราคาย่อมเยา การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนก้าวหน้ารวดเร็วมาก เมื่อรวมกับความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อจีน จึงเป็นอีกสาเหตุหนี่งที่มีแขกต่างประเทศไปเยือนจีนไม่ขาดสาย เช่น หลี่เซียนลุงผู้นำสิงคโปร์ อันวาร์ อิบบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และผู้นำคนอื่นๆ ต่างก็ถือโอกาสก่อนกลับจากการประชุมโป๋อ่าวที่เกาะไหหลำ แวะไปเจรจาการค้าการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ กับจีนที่ปักกิ่ง

7b85f140735a4200b58acebe23f3d194

ในจำนวนนี้ผู้ที่ได้รับการกล่าวขวัญเป็นพิเศษคงไม่หนีพ้น ประธานธิบดีมาครง ของฝรั่งเศส อันที่จริงเขาเดินทางไปจีนพร้อมประธาน EU ด้วยเจตนาแต่เริ่มแรกคือขอให้จีนช่วยผลักดันสันติภาพให้เกิดขึ้นในยูเครน แต่ระหว่างการเจรจา ประธาน EU คงแสดงทัศนะที่ไม่เข้าหูจนจีนรับไม่ได้ ทำให้เธอต้องเดินทางกลับบ้านอย่างโดดเดี่ยวในวันรุ่งขึ้น ตรงข้ามกับมาครง เขาเอาเรื่องธุรกิจขึ้นมาก่อนการเมือง ทั้งมาครงและนักธุรกิจที่ติดตามมาด้วยอีกกว่า 60 คน ต่างเซ็นสัญญาการค้าการลงทุนกับจีนด้วยมูลค่ามหาศาล เช่น จีนซื้อเครื่องบินแอร์บัส 302 กํบฝรั่งเศส 160 ลำ (ปัจจุบันจีนมี Air Bus ที่ใช้งานอยู่แล้ว 2100 ลำคิดเป็น 50% ของเครื่องบินจีนทั้งหมด) นอกจากนี้ยังทำสัญญาจะสร้างโรงงานเป็นสายประกอบเครื่องบินแห่งที่ 2 ขึ้นที่เทียนจิน มาครงได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ เป็นซุปเปอร์สตาร์ของคนหนุ่มสาวชาวจีนซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันที่จะต่อวีซ่าให้นักศึกษาทุกปี ฯลฯ

เมื่อกลับถึงบ้าน ปฏิกิริยาต่อการกระทำของมาครงจากอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งสื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมล้วนเป็นไปในทางลบ กล่าวหาว่ามาครงเป็นผู้สร้างความเสื่อมเสียอย่างมากทั้งกับตัวเองและ EU เขาถูกสื่อหาว่าการไปจีนของเขาครั้งนี้จุดประสงค์ก็เพื่อ “แวะทำธุรกิจของตัวเอง” ส่วยยูเครนไม่ได้อยู่ในสำนึกของเขาเลย ทางด้านมาครงก็ไม่ยี่หระ กลับกล่าวเตือนยุโรปว่า อย่ายอมให้ถูกลากเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับจีนเด็ดขาด ยุโรปต้องมุ่งหน้าแสวงหาความเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ หากทำไม่ได้ยุโรปก็จะกลายเป็น “บริวาร” ของคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ยุโรปมีความสามารถที่จะตั้งตนเองเป็นอำนาจ “ขั้วทื่ 3” หากมีเวลาสำหรับเตรียมความพร้อมสัก 2-3 ปี

ทั้งหมดนี่แหละ..คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกว่า  มันคือ “การจัดระเบียบโลกใหม่” ที่กำลังเริ่มต้นให้เห็นแล้ว  !!!

 

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles