
1 ก.พ. 2025 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 10% โดยอ้างถึงประเด็นที่เป็นปัญหาต่างๆ เช่น ยาเฟนทานิล (Fentanyl) แต่มาตรการดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งทางการค้าฝ่ายเดียว ซึ่งขัดต่อกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) และกระทบความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ไม่นานหลังจากนั้น จีนก็ตอบโต้ด้วยการกำหนดมาตรการ 4 ประการ ที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” อาจคาดไม่ถึง
- จีนขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ
วันที่ 4 ก.พ. คณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรีจีน (The Customs Tariff Commission of the State Council) ได้ออกประกาศว่ารัฐบาลจีนอนุมัติให้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการจากสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. 2025 เป็นต้นไป โดยจะเก็บภาษีถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas : LNG) เพิ่มขึ้นเป็น 15% ส่วนภาษีน้ำมันดิบ เครื่องจักรกลสำหรับการเกษตร รถยนต์ขนาดใหญ่ และรถกระบะ จะขึ้นภาษีเป็น 10%
ในปี 2024 จีนได้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากสหรัฐฯ จำนวน 4.1 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งคิดเป็น 5.4% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวทั้งหมดของจีน และคิดเป็น 3.16% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติทั้งหมด โดยการที่จีนขึ้นภาษีเป็น 15% นี้ ทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบด้านราคาในตลาดจีน ส่งผลกระทบต่อการส่งออกพลังงานของสหรัฐฯ
ในปี 2024 จีนยังนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ จำนวน 9.64 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 6.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 1.74% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของจีน การขึ้นภาษีนำเข้าน้ำมันดิบนี้ จะทำให้สหรัฐฯ เสียความสามารถในตลาดการแข่งขัน รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ ที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง
สำหรับภาคยานยนต์และเครื่องจักรกลการเกษตรในปี 2024 จีนนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 7.28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.45 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 18.6% ของการนำเข้ารถยนต์ทั้งหมดของจีน ซึ่งการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเป็น 10% กับเครื่องจักรกลการเกษตร รถยนต์ขนาดใหญ่ และรถกระบะ ทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้ในตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ยอดขายลดลงและสร้างความลำบากให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ
- สอบสวนการผูกขาดของบริษัทกูเกิลในจีน
วันที่ 4 ก.พ. สำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาดแห่งรัฐ (State Administration for Market Regulation) ของจีน ประกาศผ่านบัญชีวีแชตทางการว่าได้เริ่มทำการสอบสวนบริษัทกูเกิล (Google) บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ในข้อหาละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของจีน
การที่จีนเปิดฉากสอบสอบครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดจีน และปกป้องสิทธิของบริษัทและผู้บริโภคภายในประเทศ ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณว่าจีนไม่เพิกเฉยต่อการผูกขาดของบริษัทต่างชาติ
มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ต่อสงครามการค้าของสหรัฐฯ โดยจีนใช้การสืบสวนกดดันให้สหรัฐฯ ตระหนักว่าการกีดกันทางการค้าแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถสำเร็จได้
- เพิ่มบริษัทสหรัฐฯ เข้า “บัญชีต้องห้าม” ของจีน
กระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้เพิ่มกลุ่มบริษัทพีวีเอช (PVH) และบริษัทอิลลูมินา (Illumina) เป็นบริษัทระดับโลกของสหรัฐฯ เข้าไปในรายชื่อ “บัญชีหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ” โดยบริษัทพีวีเอชเป็นบริษัทแฟชั่นระดับโลกที่เป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดังหลายแบรนด์ ขณะที่บริษัทอิลลูมินาเป็นบริษัทชั้นนำในด้านเทคโนโลยีการตรวจพันธุกรรม
จีนเพิ่มสองบริษัทนี้ในบัญชีต้องห้าม ด้วยเหตุผลว่าอาจมีการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของจีน หรือสร้างความเสียหายต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน มาตรการนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนและจำกัดการเคลื่อนไหวของบริษัทสหรัฐฯ ในตลาดจีน
- ควบคุมการส่งออกโลหะหายากไปยังสหรัฐฯ
กระทรวงพาณิชย์จีน และ สำนักบริหารศุลกากรทั่วไป (GACC) ของจีน ได้ออกมาตรการควบคุมการส่งออกโลหะหายาก ได้แก่ ทังสเตน (W), เทลลูเรียม (Te), บิสมัท (Bi), โมลิบดีนัม (Mo) และอินเดียม (In) ซึ่งเป็นวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การบิน อวกาศ และพลังงานใหม่
มาตรการควบคุมการส่งออกของจีนข้างต้นทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ ประสบปัญหาการจัดหาวัตถุดิบ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ
การตอบโต้ด้วย 4 วิธีนี้ของจีน ทำให้ตลาดภายในของสหรัฐฯ เริ่มมีความผันผวน ส่งผลให้ประชาคมระหว่างประเทศเริ่มแสดงความกังวลและคัดค้านนโยบายสงครามการค้าของสหรัฐฯ
ด้านจีนระบุว่า มาตรการตอบโต้ของตนมีความชอบธรรมและเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษากติการของการค้าพหุภาคี


