“ป่าพิโรธ เพื่อเปิดแผ่นดินใหม่”…เส้นทางสี จิ้นผิง(249)

แชร์บทความ

Image 20260416160222

“ป่าพิโรธ เพื่อเปิดแผ่นดินใหม่”…เส้นทางสี จิ้นผิง(249)

“พึ่งพาภูเขากินภูเขา ร้องเพลงพื้นบ้าน พึ่งพาทะเลกินทะเล สวดมนต์ทะเล” ภูมิปัญญาดังกล่าว สะท้อนถึงสภาพที่มนุษย์กับป่าไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย ในพื้นที่ภูเขา ทำอย่างไรจึงจะให้ป่าบนภูเขาสร้างคุณประโยชน์กับประชาชน บรรลุซึ่งการพัฒนาอย่างสมดุลระหว่างระบบนิเวศกับความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นภารกิจที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญในกระบวนการพัฒนา

ก่อนที่จะแนะนำแนวปฏิบัติของเมืองหนิงเต๋อ ขอทำความเข้าใจกับระบบกรรมสิทธิ์ในป่าบนภูเขาของจีนก่อน สำหรับประเทศจีน รัฐและส่วนรวมเป็นเจ้าของพื้นที่ป่าไม้ การปฏิรูปที่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้เปลี่ยนความเป็นเจ้าของพื้นที่ป่าไม้ หากเป็นภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ของพื้นที่ป่าบนภูเขานั้น ทำให้มีผู้ประกอบการที่ชัดเจนขึ้น สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้อย่างมั่นคง ทำให้ผู้ที่ร่วมปลูกและดูแลป่าทุ่มเทอย่างสบายใจ และได้รับประโยชน์ในระยะยาว

ในช่วงทศวรรษ 1980 เมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยนมีพื้นที่ป่าไม้ที่กว้างใหญ่ และศักยภาพการพัฒนาที่สูง แต่การพัฒนากิจการป่าไม้เผชิญกับความท้าทายหลายประการ อัตราพื้นที่ป่าและอัตราความเขียวขจีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของมณฑลฯ ปริมาณการตัดไม้สูงกว่าปริมาณการปลูก ผลขาดทุนทรัพยากรป่าไม้เฉลี่ยปีละ 3 แสนลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่ภูเขาหัวโล้นที่เหมาะแก่การปลูกป่ากว่า 2.3 แสนเฮกตาร์ พื้นที่ป่าโปร่งเกือบ 3.3 เฮกตาร์ที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างมีประสิทธิผล ทรัพยากรพื้นที่ภูเขาจำนวนมากถูกปล่อยทิ้งไว้ และยังไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยรวมของพื้นที่ป่าบนภูเขาอย่างเต็มที่

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ นายสี จิ้นผิง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคฯเมืองหนิงเต๋อในสมัยนั้นตระหนักชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านเสนอว่า การพัฒนาต้องเพิ่มจิตสำนึกเรื่องความเสี่ยง ต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูกิจการป่าไม้ยกให้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาส่วนภูมิภาค ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนการจัดการและพัฒนากิจการป่าไม้บนภูเขา ท่านเน้นว่า กิจการป่าไม้ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของระบบนิเวศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มีบทบาทสำคัญที่ไม่อาจทดแทนได้ในการพัฒนาส่วนภูมิภาค

ทำอย่างไรจึงจะกระตุ้นแรงจูงใจภายในของประชาชนในการปลูกและดูแลป่าไม้ได้ ที่สำคัญต้องทำให้ผู้เข้าร่วมมั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มั่นคง นายสี จิ้นผิงระบุชัดเจนว่า ต้องยึดหลัก “ใครเป็นคนปลูก ใครเป็นเจ้าของ และใครเป็นคนได้รับประโยชน์” และคงไว้ระยะยาว อนุญาตให้โอนสิทธิ์การประกอบกิจการป่าไม้ตามกฎหมาย ภายใต้เงื่อนไข้ที่เปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในเนื้อที่ภูเขา สนับสนุนให้ร่วมกันพัฒนาข้ามพื้นที่และข้ามหน่วยงาน นโยบายเหล่านี้ ตอบโจทย์ปัญหาสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจมากที่สุดอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนเต็มใจปลูกต้นไม้ ดูแลอย่างมั่นใจ และบริหารอย่างสบายใจ

ปี 1989 เมืองหนิงเต๋อจัดการประชุมเกี่ยวกับป่าไม้ กำหนดเป้าหมายการพัฒนาและมาตรการปฏิบัติ ขณะนั้น มณฑลฝูเจี้ยน ริเริ่มโครงการปลูกป่า “สามห้าเจ็ด” กำหนดใช้เวลาสามถึงห้าปีในการพัฒนาภูเขาหัวโล้นที่เหมาะแก่การปลูกป่า ใช้เวลาเจ็ดปีฟื้นฟูทั่วทั้งมณฑลให้มีความเขียวชอุ่ม และกำหนดให้เมืองหนิงเต๋อบรรลุเป้าหมายความเขียวชอุ่มภายในเวลา 5 ปี เมืองหนิงเต๋อปรับเป้าหมายให้สูงขึ้นตามสภาพความเป็นจริงของท้องถิ่น โดยกำหนดใช้เวลา 3 ปีในการกำจัดภูเขาหัวโล้น และพยายามให้เมืองหนิงเต๋อมีพื้นที่สีเขียวถึงร้อยละ 70 และอัตราพื้นที่ป่าร้อยละ 51 เมื่อถึงปี ค.ศ.1995

เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย เมืองหนิงเต๋อมุ่งเน้นงานสองด้าน ด้านหนึ่งคือ ปรับปรุงระบบความรับผิดชอบเกี่ยวกับป่าไม้ ด้านสองคือปรับปรุงกลไกการประกอบกิจการป่าไม้ เดือนเมษายน ค.ศ.1989 เมืองหนิงเต๋อออกนโยบายที่เกี่ยวข้อง กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการรับเหมาพื้นที่ป่าไม้ การอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนาใช้ประโยชน์ รวมถึงการจัดการเกี่ยวกับการละเมิด ทำให้การพัฒนาป่าไม้มีระเบียบในการปฏิบัติที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ทางการเมืองหนิงเต๋อทุกระดับรับหน้าที่ในการปลูกป่าไม้ และรับผิดชอบการทำสัญญา และรวมงานป่าไม้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลงานเจ้าหน้าที่ ผู้นำทุกระดับตั้งแต่เมือง อำเภอถึงตำบลนำร่องสร้างแปลงสาธิตการปลูกป่า ส่งเสริมการปลูกป่าตามหลักวิทยาศาสตร์และหลักวิศวกรรมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

ในกระบวนการดำเนินการ แนวคิด “ป่าไม้คือคลังน้ำ คลังเงิน และคลังอาหาร” ที่นายสี จิ้นผิงนำเสนอนั้นค่อย ๆ หยั่งรากลึกลงในจิตใจประชาชน ผลักดันให้กิจการป่าไม้ก้าวสู้ทางด่วน ปี1989เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายร้อยคน นำร่องสร้างแปลงสาธิตการปลูกป่าไปกว่า 500 แห่ง กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เมื่อถึงปี1990 ทั้งเมืองหนิงเต๋อ มีครัวเรือนที่ยึดอาชีพปลูกป่ากว่า 7,000 ครัวเรือน กลุ่มปลูกป่าและสวนป่าประเภทต่าง ๆ มีเกือบหมื่นแห่ง  การประกอบกิจการป่าไม้แบบรวมกันกลายเป็นรูปแบบการพัฒนาที่สำคัญ

ผลลัพธ์โดดเด่นมาก ปี ค.ศ.1989-1991 เมืองหนิงเต๋อใช้เวลาสั้น ๆ 3 ปีในการปลูกและฟื้นฟูพื้นที่ป่า 1.52 แสนเฮกตาร์ บรรลุเป้าหมายกำจัดภูเขาหัวโล้นก่อนกำหนด 1 ปี และปี 1992 มีการปลูกและฟื้นฟูป่าครั้งใหญ่ ภารกิจการปลูกป่าของทั้งมณฑลเสร็จสิ้นก่อนกำหนด ภูเขาหัวโล้นค่อยๆ ปกคลุมด้วยป่าเขียว สภาพแวดล้อมทางนิเวศ และภาพลักษณ์ชนบทได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นพร้อมกัน

Image 20260416160231

“ป่าพิโรธ เพื่อเปิดแผ่นดินใหม่” สำนวนโบราณนี้บรรยายถึงจิตวิญญาณการบุกเบิกที่มานะอุตสาหะ สะท้อนถึงสภาพความเป็นจริงในการพัฒนาป่าไม้ของเมืองหนิงเต๋อ จากการมองเห็นปัญหา กำหนดทิศทางแก้ไข ไปจนถึงการปรับนโยบาย กำหนดความรับผิดชอบจากนั้นระดมมวลชน ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เมืองหนิงเต๋อได้สร้างเส้นทางการพัฒนาสีเขียวที่เหมาะกับลักษณะพื้นที่ที่เป็นภูเขา

สำหรับเพื่อนชาวไทยซึ่งมีทรัพยากรป่าไม้บนภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเขตภูเขาของจีนนั้น เปรียบเสมือนการแบ่งปันเส้นทางการพัฒนาในฉากที่คล้ายกัน ภาคเหนือและภาคอีสานของไทยก็มีพื้นที่ภูเขาที่กว้างใหญ่มาก  ชุมชมจำนวนมากพึ่งพาการพัฒนาป่าไม้และเกษตรกรรมบนพื้นที่สูง ในการส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน มีเป้าหมายและแนวทางที่ใกล้เคียงกัน

ประเทศต่างกันที่สภาพประเทศและเส้นทางการพัฒนา แนวปฏิบัติของเมืองหนิงเต๋อเป็นการสำรวจสภาพความเป็นจริงของท้องถิ่น คุณค่าอยู่ที่ว่า จะมองพื้นที่ภูเขาว่ามีอุปสรรคอย่างไร ปรับนโยบายอย่างไร ระดมสรรพกำลังจากมวลชนอย่างไร จึงทำให้ภูเขาเขียวขึ้นได้ ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น แนวคิดการพัฒนาที่ยึดมั่นความเป็นจริง เคารพกฎเกณฑ์ และให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น รวมเป็นภูมิปัญญาการพัฒนาร่วมกัน

ติดตามตอนก่อนหน้าได้ที่

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles