
เรื่องและภาพ โดย ปริวัฒน์ จันทร
มีคำกล่าวว่า
“หากต้องการเรียนรู้แบบแผนพระราชวังขององค์จักรพรรดิ ให้ไปเยือนกรุงปักกิ่ง
หากต้องการดื่มด่ำในวิถีชาวบ้านท้องถิ่นผู้มีแบบแผนทางวัฒนธรรม ขอให้มาสัมผัสฮุยโจว”
ถิ่นฐานชาวฮุยโจว (徽州) ในเขตภาคใต้ของมณฑลอานฮุยและตอนเหนือของมณฑลเจียงซีหกอำเภอ มี ๓ สุดยอดในแผ่นดินจีนที่มิอาจหาได้ในท้องถิ่นใด คือ ซุ้มประตูเกียรติยศ หอบูชาบรรพบุรุษ และแบบแผนบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งสามสิ่งนี้จะทำให้เราเข้าใจถึงวิถีวัฒนธรรมชาวฮุยโจว
และฤดูกาลที่กล่าวกันว่าเหมาะสมที่สุดมาเยือนพื้นที่วัฒนธรรมฮุยโจวคือ ช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ที่มวลดอกโหยวไช่ฮวาและดอกไม้นานาพันธุ์กำลังเบ่งบาน เสริมส่งให้บ้านเรือนฮุยโจวที่มีผนังขาว หลังคาสามชั้นสีเขียวแกมดำเชิดหัวม้ามีความงดงามจับใจมากยิ่งขึ้น

หมู่ซุ้มประตูและหอบูชาบรรพบุรุษของบ้านตระกูลเป้า (鲍) ได้รับการกล่าวขานกันว่า คือหนึ่งในภาคภูมิใจของชาวฮุยโจว เพราะตระกูลนี้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมายาวนานถึง ๑๘ ชั่วรุ่น ในช่วงระยะเวลากว่า ๕๐๐ ปี ประจักษ์พยานที่ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดคือ หมู่ซุ้มประตูถังเยว่ (棠樾牌坊群) ที่เรียงราย ๗ ซุ้ม อยู่เคียงข้างหอบูชาบรรพบุรุษตุนเปิ่นถาง (敦本堂) และหอบูชาบรรพสตรีชิงอี้ถาง (清懿堂) นับเป็นหอบูชาสตรีอยู่เคียงข้างบุรุษของตระกูลเพียงหนึ่งเดียวในประเทศจีน
หมู่ซุ้มประตูเกียรติยศมีประวัติการสร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงถึงชิง ซุ้มประตูที่เก่าแก่สุดนับอายุได้ถึง ๔๘๕ ปี ไปจนถึงที่สร้างขึ้นหลังสุด ก็ผ่านอายุมายาวนานแล้วไม่น้อยกว่า ๒๓๕ ปี สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติเหล่าบรรพชนตระกูลในอดีต ผู้ได้ร่วมกันสร้างชื่อเสียงที่เปี่ยมไปด้วยวิถีแห่งคติธรรมของปราชญ์เอกขงจื่อและปราชญ์จูซี (ค.ศ.๑๑๓๐-๑๒๐๐ สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ เจ้าสำนัก Neo-Confucius ผู้มีบทบาทต่อคติความคิดหลักของสังคมชาวฮุยโจวอย่างลึกซึ้ง)
ซุ้มประตูทั้งเจ็ดนี้มีอักษรจารึกถ้อยคำสรรเสริญผู้ได้รับการยกย่องพร้อมชีวประวัติโดยย่ออยู่บนแผ่นหินด้านข้าง ทั้งเจ็ดซุ้มประตูนี้สามารถเรียงลำดับคุณธรรมที่ได้การเชิดชูเกียรติของแต่ละท่านดังนี้
ซุ้มที่ ๑ จง 忠(มีความจงรักภักดี) ซุ้มที่ ๒ เสี้ยว 孝(มีความกตัญญูรู้คุณ) ซุ้มที่ ๓ เจี๋ย 节(รักษาจารีตและศักดิ์ศรีของสตรี) ซุ้มที่ ๔ อี้ 义(ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม) ซุ้มที่ ๕ เจี๋ย ซุ้มที่ ๖ เสี้ยว และซุ้มที่๗ จง
โดยเฉพาะซุ้มประตูที่ ๓ และ ๕ นั้นสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติให้กับสตรีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมศักดินาจีนทั่วไป


บริเวณด้านข้างของซุ้มประตูที่ ๑ มีหอบูชาบรรพบุรุษและสตรีอยู่เคียงข้างกัน คือ ตุนเปิ่นถาง บูชาบรรพบุรุษภายในมีสี่ตัวอักษรใหญ่ลายสือศิลป์ของปราชญ์จูซีคือ จง เสี้ยว เหลียน เจี๋ย ด้านหลังมีรูปบรรพชนตระกูลเป้าที่ยังมีการเซ่นไหว้สักการะทุกปีในวันเทศกาลชิงหมิง (เชงเม้ง) โดยทายาทรุ่นปัจจุบัน
อีกหนึ่งหอคือชิงอี้ถางถือเป็นหอบูชาสตรีเพียงหนึ่งเดียวของจีน ที่บอกให้เรารู้ว่าสตรีของตระกูลเป้าในอดีตมีบทบาทไม่น้อยในสังคม ชื่อของศาลให้ความหมายที่ลึกซึ้ง สามารถอธิบายเรื่องราวอันน่าภาคภูมิในการรักษาเจี๋ยหรือจารีตศักดิ์ศรีของสตรีตระกูลเป้า
โดยคำว่า ชิง (清) หมายถึงบริสุทธิ์ อี้ (懿) คำนี้มีสามตัวอักษรอยู่ในคำเดียวคือ (壹) แปลว่าหนึ่ง (次) แปลว่าครั้ง (心) แปลว่าใจ รวมความแล้วหมายถึง “ใจหนึ่งเดียวที่บริสุทธิ์”


กล่าวกันว่าสตรีในวัฒนธรรมจีนโบราณจะต้องมีคุณธรรมเจินและเจี๋ย คำว่า “เจิน 贞” หมายถึง หญิงสาวพึงรักษาพรหมจรรย์ หญิงสาวใดที่ได้หมั้นหมายกับชายหนุ่มไว้แล้ว ต่อมาหากฝ่ายชายได้เสียชีวิตลงก่อนวันแต่งงาน หญิงสาวผู้เสียสละรักษาพรหมจรรย์ของตนไม่แต่งงานใหม่ และยังดูแลพ่อแม่ของคู่หมั้นตนเป็นอย่างดี ถือว่ารักษา “เจิน” ไว้ได้


ส่วนคำว่า “เจี๋ย” หมายถึงสตรีที่แต่งงานแล้ว ต่อมาสามีได้เสียชีวิตลง เธอผู้นั้นไม่แต่งงานใหม่ และยังเลี้ยงดูอบรมกุลบุตรกุลธิดา ดูแลพ่อแม่สามีเป็นอย่างดี จนได้รับการยกย่องในสังคมวงศ์ตระกูล หากปฏิบัติได้เช่นนี้ ถือว่าเป็นการรักษา “เจี๋ย” ไว้ได้ (เจินและเจี๋ยยังมีข้อปฏิบัติอื่นๆ อีก ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้) เป็นต้น
สตรีที่รักษา “เจินและเจี๋ย” ได้อย่างดีเด่น เมื่อถึงแก่กรรมลง ผลงานของเธอจะได้รับการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมของวงศ์ตระกูล หากได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการประจำตระกูล ชื่อของเธอจะถูกจารึกไว้บนแผ่นป้ายสถิตวิญญาณประจำหอชิงอี้ กรณีที่มีผลงานและเกียรติประวัติอันโดดเด่นน่าเชิดชู จะได้รับการเสนอชื่อไปยังราชสำนัก เพื่อสดุดีชีวประวัติและขอพระราชทานสร้างซุ้มประตูให้เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งตามประวัติของตระกูลเป้า ๕๐๐ ปี มีสตรี ๒ ท่านที่ได้รับการเชิดชูอย่างสูงยิ่งเช่นว่านั้น



ไม่ไกลจากซุ้มประตูเกียรติยศมี สวนบ้านตระกูลเป้า (鲍家花园) เป็นสวนขนาดใหญ่ตามแบบฉบับของฮุยโจว สร้างขึ้นสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ภายในมีสวนบอนไซหรือฮุยไพ่เผินจิ่ง (徽派盆景) อันมีชื่อเสียงระดับประเทศของจีน

บอนไซ ถือเป็นหนึ่งในศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ที่นิยมการจัดสวนในกระถางตามอย่างธรรมชาติเรียก “ซานสุ่ยเผินจิ่ง (山水盆景)” หมายถึง ทิวทัศน์ภูเขาสายน้ำในกระถาง ทั้งนี้ชาวจีนเรียกบอนไซว่า “เผินจิ่ง-ทิวทัศน์ในกระถาง” เปรียบเปรยความงามแห่งศิลปะการจัดสวนกระถางบอนไซว่าเป็น “มิติแห่งภาพวาด” หรือ “บทกวีที่ไร้สรรพสำเนียง” ชาวฮุยโจวนำทิวทัศน์ที่เห็นจริงของสวนงาม หินแปลก สายธาร กระท่อมหญ้า รวมไปถึงสัตว์มงคลเช่น นกกระเรียน กวาง เต่า นกสาลิกาดง นกเป็ดน้ำ ฯลฯ มาย่อส่วนจัดลงในสวนกระถางอย่างงดงาม อ่อนช้อย มีชีวิตชีวาและลงตัว จนเป็นที่แพร่หลายไปยังประเทศญี่ปุ่นและประเทศต่าง ๆ ในเอเชียมาจนถึงปัจจุบัน
หมู่ซุ้มประตูถังเยว่ สองหอบูชาบรรพบุรุษและสตรีและสวนบ้านตระกูลเป้า ทำให้เราได้เรียนรู้จักส่วนหนึ่งของวิถีวัฒนธรรมชาวฮุยโจวในอดีต ที่ได้สร้างศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจให้กับอนุชนสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน




