
- “แสงแดด กระจกแปดทิศ ดาบไม้ท้อ รุ่งสาง ข้าวเหนียว เลือดหมาดำ น้ำพุหมึก ผ้ายันต์ ถ้าไม่ได้ค่อยเอาไฟมาเผา” นี่คือ 10 สิ่งที่จะใช้ในการจัดการเจียงซือ (僵尸) หรือ ผีดิบจีน ผีที่มีเอกลักษณ์จากตัวที่แข็งทื่อ แต่งกายด้วยชุดขุนนางยุคราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644 – 1911) และเคลื่อนไหวด้วยการกระโดดพร้อมกันสองขา พร้อมกับยื่นมือไปด้านหน้า ขณะไล่กัดผู้คน
- ผีดิบที่ว่านี้ คนไทยเริ่มรู้จักกันอย่างแพร่หลายผ่านภาพยนตร์เรื่อง ผีกัดอย่ากัดตอบ (僵尸先生) ในปี 1985 แต่มักเรียกกันว่า ผีกองกอย เนื่องจากท่วงท่าการเคลื่อนไหวและเสียงพากย์ในภาพยนตร์มักมีเสียง “ก่อย ก่อย” ขณะที่กำลังกระโดด ทำให้เหมารวมเรียกผีประเภทนี้ว่า ผีกองกอย
- แต่แท้จริงแล้วผีกองกอยเป็นผีป่าตามตำนานความเชื่อของไทย ใช้พูดถึงผีที่มีขาข้างเดียว เคลื่อนไหวด้วยการกระโดดไปมา ปรากฏในวรรณคดีหลายเรื่อง อาทิ ตัวละคร “ย่องตอด” ในเรื่องพระอภัยมณี

- ตามความเชื่อโบราณ “เจียงซือ” เป็นผีดิบที่นอนหลับอยู่ในโลงศพหรือถ้ำในเวลากลางวัน และจะออกหากินด้วยการดูดเลือดของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในเวลากลางคืน คล้ายกับแวมไพร์ มีผิวที่ขาวซีด ซึ่งเกิดจากเชื้อราที่เจริญเติบโตในร่างกาย
- คนเชื่อว่าข้าวหรือเมล็ดพืชอื่น ๆ สามารถป้องกันเจียงซือได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เจียงซือกระโดดข้ามกระข้าวหรือธัญพืช พวกมันจะก้มลงนับเมล็ดข้าวทุกเมล็ด จึงเป็นการถ่วงเวลาให้หนีได้ชั่วคราว ซึ่งจะแตกต่างกับแวมไพร์ที่กลัวกระเทียม

- อีกวิธีป้องกันเจียงซือ คือการกลั้นหายใจ เพื่อจะทำให้เจียงซือมองไม่เห็น แต่วิธีดังกล่าวมีข้อเสียตรงที่ไม่สามารถเดาได้ว่าเจียงซือจะจากไปเมื่อไหร่ ดีไม่ดีเราอาจจะเป็นฝ่ายที่กลั้นหายใจจนซี้ม่องเท่งไปก่อนก็ได้

- แล้ว “เจียงซือ” มีต้นกำเนิดมาจากไหน? คำตอบคือมาจาก “วิธีการขนศพในสมัยโบราณ” คนจีนถือคติที่ว่า “ใบไม้ร่วงกลับสู่ราก” หมายถึง คนเราควรได้กลับสู่บ้านเกิดในช่วงสุดท้ายของชีวิต จึงเกิดบริการที่เรียกว่า “การส่งศพพันลี้” ว่ากันว่าในสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อมีนักโทษถูกประหารจำนวนมาก และญาติของผู้ตายไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่ายานพาหนะรับศพกลับมาทำพิธีที่บ้าน ก็มักจะจ้างนักพรตเต๋าให้ขนศพกลับมาแบบพร้อมกันทีละหลายศพ โดยจะเดินทางในช่วงเวลากลางคืน เพราะมีอากาศที่เย็นเหมาะสำหรับการขนศพ แล้วจะตีฆ้องขนาดเล็กหรือสั่นกระดิ่งเพื่อเป็นสัญญาณให้คนที่ได้ยินรู้ว่า กำลังทำพิธีนี้อยู่ เพราะพิธีนี้ถือเป็นลางร้ายสำหรับผู้พบเห็น

- นักพรตเต๋าหรือผู้รับจ้างขนศพมักจะใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณเฉพาะ คงสภาพศพไว้และทำให้ข้อต่อต่าง ๆ อ่อนลงเพื่อให้ร่างกาย “ขยับ” ได้ไม่แข็งเกินไป โดยสวมชุดสีดำให้ศพ สวมหมวกทรงสูงและแปะกระดาษยันต์สีเหลืองไว้ที่หน้าผาก ด้วยความที่งบมีจำกัด คนส่งจะนำศพหลาย ๆ ศพจัดเรียงกันเป็นแถวในท่ายืน สอดลำไม้ไผ่ขนาดยาวใต้รักแร้พร้อมผูกแขนทั้งสองข้างไว้กับไม้ไผ่ ที่ปลายของไม้ทั้งสองด้านจะมีคนคอยแบกฝั่งละคน ในแต่ละครั้งจะมีประมาณ 2 – 3 ศพ แต่ละศพจะห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร เวลาแบกไปเรื่อย ๆ ศพที่ผูกไว้กับไม้ไผ่ก็จะเด้งขึ้นเด้งลง ทำให้เมื่อมีผู้พบเห็นการขนศพดังกล่าว ทำให้เข้าใจผิดและเกิดเป็นความเชื่อเรื่องผีสางขึ้น
- พิธีนี้อาจเรียกอีกแบบว่าการขนศพในเซียงซี (湘西趕尸) เพราะถือว่าเป็นพิธีที่นิยมกันในเขตปกครองตนเองชนชาติถูเจีย-ม้ง เมืองเซียงซี มณฑลหูหนาน
- จากคำบอกเล่าของ เถียนเถี่ยอู ผู้ขนศพคนสุดท้ายของเมืองเซียงซี กล่าวว่า เนื่องจากเกิดขึ้นในเวลากลางคืน จึงจำเป็นต้องมีหนึ่งคนที่คอยส่องทาง ขณะที่อีกสองคนคอยดูแลศพ พวกเขาต้องคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และรวบรวมความกล้าเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางและทำการส่งมอบศพให้กับครอบครัว โดยจะมี “บ้านพักสำหรับคนตาย” ตลอดเส้นทาง ซึ่งรองรับเฉพาะศพและคนส่งเท่านั้น ใช้สำหรับพักพิงหรือพักผ่อนระหว่างทาง และถ้าหากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการขนส่ง ทั้งคนเป็นและคนตายก็จะพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักนี้เป็นเวลาหลายวัน
- การที่จะประกอบอาชีพนี้ไม่ง่ายเลย ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น อายุมากกว่า 16 ปี ส่วนสูงมากกว่า 1.7 เมตร รู้ทิศจำทาง มีรูปลักษณ์ที่ไม่น่าดึงดูดนัก และข้อสุดท้าย คือ ห้ามแต่งงาน เพื่อขัดขวางไม่ให้ลางร้ายนี้ตกไปสู่ลูกหลาน
- ในปัจจุบัน บางพื้นที่ของเมืองเซียงซี ยามค่ำคืนก็จะมีการจำลองการขนศพในรูปแบบของการแสดงปรากฏแก่สายตานักท่องเที่ยว
- ทั้งนี้ หมู่บ้านทานาโทราจา (Tana Toraja) ในประเทศอินโดนีเซียเองก็มีพิธีกรรมปลุกศพให้คืนชีพเพื่อเดินกลับมาฝังศพตัวเองที่บ้านเกิดเช่นกัน โดยเหล่าญาติจะทำพิธีกรรม แต่งตัวให้ราวกับว่าศพยังมีชีวิตอยู่ เพื่อพบกับญาติพี่น้องเป็นครั้งสุดท้าย แต่มีข้อแม้ว่าญาติห้ามจับหรืออุ้มศพเป็นอันขาด ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นกุศโลบายไม่ใช้มือไปจับศพที่มีเชื้อโรค เพราะอาจแพร่เชื้อสู่คนได้


