ย้อนรอยปมปริศนา “เด็กชายในเดรสแดง” 

แชร์บทความ

07.1

ช่วงเที่ยงของวันที่ 5 พ.ย. ปี 2009 นายควาง วัย 54 ปี เดินทางจากเขตเจียงเป่ยไปยังเขตปาหนาน ในนครฉงชิ่ง เพื่อส่งเงินให้กับลูกชายวัย 13 ปี แต่เมื่อถึงบ้านกลับพบว่าประตูหลักและประตูข้างของบ้านปิดอยู่ แต่ประตูหลังที่ไม่เคยเปิดกลับเปิดแง้มไว้ เมื่อเข้าไปข้างใน เขาก็ต้องตกใจกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะภาพตรงหน้าคือร่างของลูกชายเพียงคนเดียวของเขา ในชุดเดรสลายดอกไม้สีแดง ถูกแขวนไว้ใต้ขื่อ โดยที่มือ-เท้าถูกมัดด้วยเชือกอย่างแน่นหนา และมีตุ้มถ่วงน้ำหนักห้อยอยู่ที่เท้า

ลางสังหรณ์ของแม่ที่เชื่อมสายสัมพันธ์แม่-ลูก

ย้อนกลับไปช่วงเช้ามืดของวันที่ 4 พ.ย. นางกูแม่ของเสี่ยวควางฝันว่ามีชายร่างสูงที่ไม่เคยเจอมาก่อนแอบย่องเข้ามาในบ้าน และเร่งให้เธอกลับไปดูลูกชายที่บ้าน จนเธอสะดุ้งตกใจตื่น เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเดียวกับที่ลูกชายของเธอกลับบ้านพอดี เธอจึงเร่งให้สามีไปดูลูกที่บ้านทันที

เดิมทีควางไม่ได้สนใจอะไร แต่ก็ไม่สามารถต้านทานเสียงรบเร้าจากภรรยาได้ จึงเดินทางกลับไปที่บ้านเก่าในวันที่ 5 พ.ย. ก่อนจะพบภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึง

เสี่ยวควางเสียชีวิตอย่างลึกลับที่บ้านของตัวเอง

ควางเล่าว่าโทรศัพท์ของเขาพังไปเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงไม่สามารถติดต่อลูกชายได้ แต่เมื่อไปถึงพบว่าประตูทางเข้า-ออกหลักและประตูด้านข้างล้วนล็อกอยู่ เขาจึงเดินไปที่ประตูหลังและพบว่ามันแง้มเปิดไว้อยู่แล้ว

ภายในตัวบ้าน มีข้าวของระเกะระกะ แต่เมื่อเข้าไป ไฟในห้องยังคงเปิดอยู่ พร้อมกับร่างไร้วิญญาณของลูกชายที่ถูกแขวนอยู่บนขื่อ สวมเดรสสีแดงมีดอกไม้สีขาวติดอยู่ มือถูกมัดห้อยลงมา เท้าที่ลอยอยู่เหนือพื้นถูกหน่วงด้วยตุ้มถ่วงน้ำหนัก ข้างๆ มีเก้าอี้ตัวนึงล้มอยู่กับพื้น ภาพตรงหน้าทำให้เขาตกตะลึงและทรุดลงกับพื้น

ไม่นานนักตำรวจจากทีมสืบสวนและแพทย์นิติเวชก็มาถึง นำร่างเสี่ยวควางลงมาจากขื่อ แล้วถอดเดรสสีแดงออกและพบว่าเสี่ยวควางสวมชุดว่ายน้ำของลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้หญิงอยู่ด้านใน 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น แพทย์นิติเวชระบุว่า เสี่ยวควางเสียงชีวิตช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา หรือ ช่วงวันที่ 3 – 4 พ.ย. และไม่พบบาดแผลรุนแรงตามร่างกาย ยกเว้นรอยกดรัดของเชือกบริเวณต้นขา ข้อมือ ข้อเท้า ชายโครงทั้งสองข้าง และรอยเข็มเจาะบริเวณหน้าผาก เจ้าหน้าที่จึงขอนำร่างเสี่ยวควางไปตรวจในเมืองอย่างละเอียดอีกที

พ่อของเสี่ยวควาง ยืนยันว่าวันสุดท้ายที่ได้พบกันลูกชายดูเป็นปกติมาก และไม่เห็นสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่าลูกชายจะคิดทำร้ายตัวเอง

ความปกติที่ไม่ปกติ

แม่ของเสี่ยวควางเล่าว่า เธอและสามีทำงานอยู่ที่เขตเจียงเป่ย โดยลูกชายจะมาหาพวกเขาทุกสุดสัปดาห์ เนื่องจากเรียนอยู่ในโรงเรียนประจำของท้องถิ่น ทว่าตอนที่ลูกชายกลับไปในวันที่ 24 ต.ค. เธอให้ค่าขนมติดตัวเขาไปสองสามร้อยหยวน เสี่ยวควางจึงกล่าวว่าอาทิตย์หน้าจะไม่กลับมาที่เจียงเป่ย แต่จะกลับไปที่บ้านเกิดแทน

เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งให้การว่าตอนที่เสี่ยวควางกลับบ้านตอนเย็นวันศุกร์ (30 ต.ค.) ทุกอย่างดูปกติมาก และเขาควรจะกลับมาที่โรงเรียนในเย็นวันอาทิตย์ (1 พ.ย.) แต่ก็ไม่ได้กลับมา

ทางโรงเรียนอ้างว่าไม่สามารถติดต่อควางได้ และไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของเสี่ยวควาง แม้ว่าบ้านของเสี่ยวควางจะอยู่ห่างจากโรงเรียนไม่ไกลนัก การที่โรงเรียนไม่พบความผิดปกติที่เกิดขึ้น ทำให้เวลาล่วงเลยไปถึง 4 วัน 

ต่อมา ผู้อำนวยการโรงเรียนโต้แย้งว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่ส่งผลให้มีนักเรียนเกือบ 30 คนป่วย และการขาดเรียนของเสี่ยวควางจึงถูกมองข้ามไปด้วย ถึงอย่างนั้น หากโรงเรียนแจ้งผู้ปกครองและตามหาเสี่ยวควางตั้งแต่แรก ก็อาจจะสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ 

พฤติการณ์ที่ตาย

จากการสอบสวนและการชันสูตรพลิกศพ สาเหตุการตายของเสี่ยวควางถูกระบุว่าเป็นภาวะขาดอากาศหายใจขณะสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง และไม่ใช่การฆาตกรรม โดยเหตุผลมีดังนี้

  1. เหตุเกิดที่บ้านของผู้เสียชีวิต  ผู้เสียชีวิตอาศัยอยู่คนเดียว ผู้ปกครองทำงานนอกบ้านและไม่ค่อยได้กลับบ้าน
  2. ผู้เสียชีวิตเป็นนักเรียนมัธยมต้น มีบุคลิกเก็บตัว
  3. ผู้เสียชีวิตชอบแต่งกายลักเพศ หลังจากสอบถามพ่อแม่ พบว่า เมื่อไม่นานนี้พวกเขาก็เคยเห็นลูกชายสวมเสื้อผ้าของลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้หญิง และใช้อุปกรณ์เสริมหน้าอกปลอม
  4. การพบรอยน้ำตาเทียนบนเตียงและบนชุดว่ายน้ำในที่เกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่คาดว่า ผู้เสียชีวิตมีนิสัยชอบทำร้ายร่างกายตัวเองในระดับหนึ่ง
  5. จากการชันสูตรพลิกศพ พบว่าผู้เสียชีวิตมีภาวะขาดอากาศหายใจ และตรวจพบคราบอสุจิของผู้เสียชีวิต
  6. ในอดีตเคยมีคดีการเสียชีวิตจากการช่วยตัวเองจนตกอยู่ในภาวะขาดอากาศหายใจของนักศึกษา ป.โทในปี 2013 ชาวเน็ตจึงคาดเดาว่าสาเหตุการเสียชีวิตของเสี่ยวควางนั้นเป็นกรณีเดียวกัน

ดังนั้น ทางตำรวจจึงสรุปคดีของเสี่ยวควางว่าเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เนื่องจากไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีร่องรอยของบุคคลภายนอก และไม่มีหลักฐานพิสูจน์การมีอยู่ของบุคคลอื่น 

แน่นอนว่าครอบครัวควางไม่พอใจกับข้อสรุปนี้ จึงขอให้ทำการพิจารณาคดีใหม่ โดยขอให้ทางเจ้าหน้าที่อธิบายความหมายของ “การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ” อีกครั้ง เพราะควางมั่นใจว่าลูกชายของเขามีสติสัมปชัญญะและเป็นเด็กดี ไม่มีทางทำเรื่องอันตรายแน่นอน ตำรวจคิดอยู่พักหนึ่งแล้วบอกว่าการเล่นเกมก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ 

ควางจึงถามต่ออีกว่า “เล่นเกมอะไร? เล่นกับใคร? ถ้าการตายเกิดจากการเล่นเกม แล้วคุณจะอธิบายปมเชือกที่มัดมือและเท้าของลูกชายผมอย่างชำนาญว่ายังไง” หลังจากที่ถูกมัดมือมัดเท้าแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะ “แขวน” ตัวเองกับขื่อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสวมเดรสสีแดงสดและชุดว่ายน้ำเลย

นอกจากนี้ มีคนในหมู่บ้านอ้างว่าเห็นชายแปลกหน้าที่สวมหมวกและสะพายกระเป๋า แต่ทางตำรวจก็ปฏิเสธที่จะรื้อคดีนี้ใหม่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อศาสตราจารย์หลี่ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ฉงชิ่ง เกี่ยวกับข้อสรุปการเสียชีวิตของเสี่ยวควาง และขอให้เขาวิเคราะห์ความเป็นไปได้และสาเหตุของ “การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ” ศจ. หลี่ กล่าวว่าเขาไม่สามารถวิเคราะห์ได้ แพทย์นิติเวชไม่เคยตั้งสมมติฐาน ผู้เสียชีวิตทุกคนมีพฤติการณ์ที่ตายต่างกัน จึงไม่สามารถพูดอะไรได้จนกว่าจะเห็นรายงานการชันสูตรพลิกศพ

จากคำบอกเล่าของเพื่อนบ้าน ครอบครัวเสี่ยวควางซื่อสัตย์และดูเป็นมิตรมากๆ ไม่เคยทะเลาะกับใครเลย แต่เสี่ยวควางค่อนข้างพูดน้อย ชอบเก็บตัว และไม่ค่อยทักทายคนอื่นก่อน พอเสียชีวิตกะทันหัน คนทั้งหมู่บ้านจึงต่างคิดว่ามันไม่ปกติอย่างมาก

การเสียชีวิตของเสี่ยวควางในลักษณะดังกล่าวได้จุดประเด็นความสนใจของผู้คนให้มาแสดงความเห็นแต่ 3 สิ่งที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้ คือ

  1. ทำไมเสี่ยวควางถึงสวมเดรสสีแดงทับชุดว่ายน้ำ
  2. รอยเข็มบนหน้าผากของเสี่ยวควางมาจากไหน
  3. ทำไมมือและเท้าของเสี่ยวควางถูกมัดอย่างชำนาญ

หนึ่งในการคาดเดาอาจทำหลายคนขนลุกขนพอง ว่ากันว่าเกี่ยวข้องกับความเชื่อของลัทธิเต๋า ที่เรียกว่า 养小鬼 หรือ การเลี้ยงผีเด็ก คล้ายกับการเลี้ยงกุมารทองตามความเข้าใจของคนไทย โดยกำหนดให้ทำได้กับเด็กที่อายุยังไม่ถึง 15 ปี ซึ่งช่วงที่เกิดเหตุเสี่ยวควางมีอายุ 13 ปี 13 วันพอดี 

ผู้ตั้งข้อสังเกตนี้ มองว่ามีการใช้วัตถุเพื่อสื่อธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ชุดว่ายน้ำแทนธาตุน้ำ เดรสสีแดงแทนธาตุไฟ ตุ้มถ่วงน้ำหนักแทนธาตุทอง ขื่อแทนธาตุไม้ เศษดินที่พื้นแทนธาตุดิน ส่วนรอยเข็มที่หน้าผากคือการแยกวิญญาณออกจากร่าง แต่ใช้ตุ้มถ่วงน้ำหนักเพื่อฉุดรั้งวิญญาณไว้ในห้อง เนื่องจากมีความเชื่อว่าหากกักขังวิญญาณไว้ในที่มืด 49 วัน วิญญาณก็จะยิ่งทวีคูณความโกรธแค้น

และการที่สวมเดรสสีแดงถูกแขวนบนขื่อนั้น อาจเป็นการทำลายดวงวิญญาณให้แตกสลาย จนไม่สามารถกลับชาติมาเกิดได้ ดอกไม้สีขาวที่ติดอยู่ก็ใช้เพื่อสะกดวิญญาณ 

นอกจากนี้มีคนมองว่าการมัดแบบนั้นก็เพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อตายเร็วเกินไป เป็นการให้ค่อยๆตายอย่างทรมาน เพราะยิ่งตายทรมานเท่าไหร่ ผีก็จะยิ่งเฮี้ยนยิ่งดุมากเท่านั้น

นอกจากความเชื่อลึกลับเรื่องเลี้ยงผีแล้ว ก็มีชาวบ้านคาดเดาว่าเสี่ยวควางไปลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็น หรือบังเอิญไปทำสิ่งที่ไม่ควรเข้าจึงโดนลงโทษ

ขณะที่คนที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางก็ตั้งคำถามว่า อาจเป็นฝีมือของอดีตสามีของแม่ควางและลูกชายคนโตที่สมคบคิดกันฆาตกรรมเสี่ยวควางเพื่อแก้แค้น แต่ทางตำรวจก็ยืนกรานว่าทั้งคู่มีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์  

หนึ่งในความเห็นที่น่าสนใจ คือ สังคมจีนในปัจจุบันเต็มไปด้วยเด็กๆ ที่ถูกพอ่แม่ทิ้งไว้และได้รับการเลี้ยงดูในชนบทโดยปู่ย่าตายาย ทำให้มีคนชั่วที่มุ่งเป้าหาประโยชน์จากเด็กกลุ่มนี้ คนพวกนี้ไม่เพียงแต่ลอบข่มขืนเด็กสาว แต่ยังล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้ชายด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาสังคมที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาที่แก้ไขไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

(อ้างอิง 1. http://www.lingyi.org/mag/lingyishijian

2. http://www.lingyi.org/show/18903.html

3. https://www.youtube.com/watch?v=DlOPcXo2YzY

4. https://read01.com/zh-cn/nEKDN7d.html

5. https://www.sydneytoday.com/content-101731682323001)

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles