ผู่เถียน เกาะเหมยโจวและเจ้าแม่มาจู่

แชร์บทความ

22.04 1

เรื่องและภาพโดย ปริวัฒน์ จันทร 

ที่ใดมีชาวจีนโพ้นทะเลไปอยู่อาศัย ที่นั่นต้องมีศาลเจ้าแม่มาจู่”

วัฒนธรรมการบูชาเจ้าแม่มาจู่มีความผูกพันกับชาวท้องถิ่นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ริมชายฝั่งทะเลของจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามวัฒนธรรมการบูชาระดับชาติที่ยิ่งใหญ่ของจีน (中华三大祭典) คือ บูรพกษัตริย์หวงตี้ ปราชญ์เอกขงจื่อ และเจ้าแม่มาจู่

เจ้าแม่มาจู่ (妈祖 สำเนียงแต้จิ๋ว-มาโจ้ว) รู้จักกันในหลายนาม เช่น เทียนเฟย (天妃 เทียงฮุย) เทียนโฮ่ว (天后 เทียงโหว) เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ (天后圣母 เทียงโหวเซี้ยบ้อ) เหนียงมา (娘妈 เหนี่ยบ้อ) เป็นต้น เป็นเทวนารีแห่งท้องทะเลกว้าง นับถือกันว่าเป็นผู้ปกปักพิทักษ์เหล่านักเดินเรือและชาวจีนโพ้นทะเลทั้งผองมายาวนานกว่าหนึ่งพันปี

ตามตำนานเล่าว่า ท่านเป็นบุตรีของอดีตเจ้าพนักงานตรวจการณ์ทางทะเลนาม หลินเหวยเชวี่ย (林惟悫) ต่อมา ได้ลาออกจากราชการในยุคผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ หันมาประกอบอาชีพเป็นชาวประมง  มีภรรยาแซ่หวัง (王) ให้กำเนิดบุตรชาย ๑ คนและบุตรสาว ๕ คน ทั้งคู่ปรารถนาจะได้บุตรชายมาสืบวงศ์ตระกูลเพิ่มอีก ๑ คน จึงได้ไปจุดธูปเทียนบูชาวอนขอต่อองค์พระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมอย่างสม่ำเสมอ

จวบจนในค่ำคืนหนึ่ง นางฝันไปว่าพระโพธิสัตว์ได้เสด็จมามอบยาเม็ดมีสีประกายแวววาวให้แก่นาง ด้วยความปิตินางจึงกลืนยาเม็ดนั้นไม่นานก็ตั้งครรภ์ แล้วในคืนวันที่ ๒๓ เดือน ๓ ตามปฏิทินจันทรคติจีน ปีค.ศ.๙๖๐ ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ก่อนนางจะคลอดได้เกิดศุภนิมิตท้องฟ้าระเรื่อเรืองรองเป็นสีม่วง ปรากฏลำแสงสีแดงจากปลายเบื้องพายัพทิศส่องตรงเข้ามายังห้องนอน ทำให้ทั่วทั้งบ้านมีสีแดงฉาน พร้อมมีกลิ่นหอมขจรขจายไปทั่วทั้งตำบล …นาทีนั้นเอง ที่มังกรสาวน้อยก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นธิดาคนที่เจ็ดของครอบครัว 

เล่ากันว่า ตั้งแต่แรกเกิดเธอไม่ร้องไห้เลยแม้แต่น้อย บิดาจึงตั้งนามให้ว่า หลินม่อ (林默) (ม่อ หมายถึง เงียบ) แม้จะได้บุตรสาวอีกหนึ่งคนแต่ด้วยนิมิตมงคลที่บังเกิดขึ้น จึงทำให้ทั้งสองรักใคร่เอ็นดูหลินม่อเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เด็กหลินม่อจะมีอุปนิสัยแตกต่างจากพี่สาวทั้ง ๕ คนและเด็กหญิงทั่วไป เช่น ชอบสวมเฉพาะชุดสีแดง รับประทานมังสวิรัติ แล้วยังชอบออกนอกบ้านไปเดินตามชายหาด พออายุได้ ๕ ขวบ สามารถสวดมนต์บูชาพระโพธิสัตว์กวนอิมได้  ครั้นโตเป็นสาวรุ่น ชอบนั่งเรือชาวประมงออกทะเล บางครั้งหมือนหนึ่งมีตาทิพย์ สามารถทำนายอนาคตหยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ มีความรู้ทางแพทย์รักษาโรคได้ ทำให้ชาวบ้านนับถือมาก 

แม้หลินม่อจะมีญาณวิเศษหลายอย่าง แต่ที่มหัศจรรย์ที่สุดคือ การมีประสาทสัมผัสที่หกเกี่ยวกับทะเล คอยช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยกลางทะเลอันเป็นที่ลือเลื่องยิ่ง มีครั้งหนึ่ง บิดาจะพาพี่ชายและพี่สาวออกทะเล หลินม่อได้ห้ามปรามไว้ เพราะจะเกิดพายุคลื่นลมแรง แต่บิดาไม่เชื่อฟังสุดปัญญาที่หลินม่อจะทัดทาน จึงนำตะเกียบมัดหนึ่งผูกด้วยด้ายแดง ส่งให้บิดาพร้อมกำชับว่า หากเกิดคลื่นลมแรงขอให้ตัดด้ายแดงออก แล้วโยนตะเกียบทั้งมัดลงไปในทะเลจะช่วยให้ท่านรอดปลอดภัย

แม้หลินเหวยเชวี่ยจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ได้นำตะเกียบมัดนั้นติดตัวไปด้วย เมื่อออกทะเลไปได้ไม่ทันข้ามคืน คลื่นลมที่สงบก็ผันแปรเป็นพายุร้าย พัดโหมเข้าใส่เรือประมงที่ร่วมกันออกหาปลาล่มไปหลายลำ หลินเหวยเชวี่ยจำได้ว่าลูกสาวคนเล็กให้ตะเกียบมามัดหนึ่ง จึงดึงด้ายแดงออกแล้วโยนลงทะเล พลันกลายเป็นไม้ซุงท่อนหนึ่ง ช่วยเหลือเพื่อนชาวประมงนับสิบให้รอดพ้นจากการจมน้ำ

จากนั้นเพียงชั่วพริบตา เรือของหลินเหวยเชวี่ยก็ถูกพายุร้ายกระหน่ำพัดพลิกคว่ำลง สามพ่อลูกลอยคลออยู่กลางกระแสคลื่นอันเชี่ยวกราก ณ เสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก บนท้องนภาพลันปรากฏเทพีแห่งท้องทะเลในชุดสีแดง ใช้มือซ้ายคว้าเอาผมของหลินเหวยเชวี่ย มือขวาจับผมของพี่สาว ใช้ปากคาบผมของพี่ชาย เท้าทั้งสองลากเอาไม้ซุงอีกท่อนหนึ่งให้เข้ามาใกล้….

…เวลาเดียวกันที่บ้านของหลินม่อ มารดาเห็นนางอยู่บนเครื่องทอผ้า มือซ้ายกุมกระสวย มือขวาดึงเส้นด้าย เท้าถีบเพลาเครื่องทอผ้า ดวงตาปิดสนิทกัดฟันแน่น เหงื่อโทรมท่วมกาย คล้ายกำลังต่อสู้อย่างเหน็ดเหนื่อย ด้วยความตกใจนางจึงเข้าไปปลุกหลินม่อ ถามว่าฝันร้ายใช่หรือไม่

หลินม่อร้องไห้แล้วบอกมารดาว่า “ฉันช่วยได้เฉพาะแต่ท่านพ่อกับพี่สาว ท่านไม่น่ารีบเรียกข้าเลย ดูท่าพี่ชายคงจะไม่รอดเสียแล้ว!

หลายวันต่อมา หลินเหวยเชวี่ยพร้อมกับบุตรสาวกลับมาถึงบ้าน พวกเขาร่ำไห้บอกว่าประสบพายุกลางทะเลลูกชายจมน้ำหายไป และยังเล่าอีกว่าขณะเกิดพายุร้ายนั้น มีเทพีในชุดแดงไปช่วย จึงรอดตายมาได้

นับแต่บัดนั้นมา ชาวบ้านจึงนับถือเธอมากพากันเรียกว่าเธอว่าเป็น “เซียนหญิง” หรือไม่ก็ “มังกรสาว” แล้ววันหนึ่ง เธอก็ได้หายไปจากหมู่บ้าน ในขณะที่มีอายุได้เพียง ๒๗ ปี (ตรงกับวันที่ ๙ เดือน ๙ ปีค.ศ.๙๘๗ ตามปฏิทินจันทรคติจีน) จากนั้น วิญญาณของเธอก็ล่องลอยไปอยู่เหนือท้องทะเล ปรากฏกายในชุดสีแดง คอยช่วยเหลือเหล่าชาวประมงและพ่อค้าวาณิช ให้รอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง

ความเชื่อถือศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่มาโจ้วมีมากขึ้นในสมัยจักรพรรดิซ่งฮุยจง (宋徽宗) แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ในค.ศ.๑๑๒๓ พระองค์ได้ส่งคณะราชทูตไปยังประเทศเกาหลี ระหว่างทางกองเรือประสบวาตภัยอย่างรุนแรงจนเรือจวนอับปาง แต่แล้วก็ปรากฏร่างของเจ้าแม่ในอาภรณ์ชุดสีแดงขึ้น จากนั้นคลื่นลมก็สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อคณะราชทูตเดินทางกลับมาจึงได้กราบบังคมทูลให้องค์จักรพรรดิทรงทราบ จึงได้พระราชทานสร้างศาลสักการะเจ้าแม่บนเกาะเหมยโจวขึ้นใหม่ เพื่อสรรเสริญพระคุณของท่าน 

จากนั้นมา เจ้าแม่มาจู่ได้รับการสถาปนาเลื่อนตำแหน่งจากจักรพรรดิจีนใน ๔ ราชวงศ์ (ซ่ง หยวน หมิง ชิง) รวม ๑๔ พระองค์ เป็นจำนวนทั้งสิ้นถึง ๓๖ ครั้ง พระนามที่ยาวที่สุดมีถึง ๖๔ ตัวอักษร โดยเฉพาะในสมัยต้นราชวงศ์หมิง กองเรือมหาสมบัติของแม่ทัพเรือเจิ้งเหอ (郑和) ที่ออกสมุทรยาตรารวม ๗ ครั้งในช่วงระยะเวลา ๒๘ ปี ได้ทำพิธีบวงสรวงสักการะเจ้าแม่มาจู่ก่อนออกเดินเรือและภายหลังการเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับลูกเรือทุกครั้ง จึงอาจกล่าวได้ว่ากองเรือเจิ้งเหอถือเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมการบูชาเจ้าแม่มาจู่ออกสู่ดินแดนโพ้นทะเลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง

ความศรัทธาในองค์เจ้าแม่มาจู่จึงติดตามชาวจีนโพ้นทะเลออกไปยังทั่วทุกทวีป โดยประเมินว่าน่าจะมีศาลบูชาไม่น้อยกว่า ๒๕,๐๐๐ แห่งทั่วโลก (เฉพาะในประเทศจีนประมาณ ๗-๘,๐๐๐ แห่ง)  และในเดือนกันยายน ค.ศ.๒๐๐๙ วัฒนธรรมการบูชาเจ้าแม่มาจู่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก

เมื่อกล่าวถึงศาลเจ้าแม่มาจู่แล้ว ถือว่า เมืองผู่เถียน (莆田 Putian) มณฑลฝูเจี้ยน เป็นต้นธารแห่งความศรัทธามากเป็นลำดับหนึ่ง และในบรรดาศาลเจ้าแม่มาจู่ในเมืองผู่เถียนที่มีหลายร้อยแห่งนั้น ถือว่าศาลเหวินเฟิงกง (文峰宫) ตั้งอยู่ใจกลางย่านเก่าของเมืองมีความสำคัญที่สุด ศาลแห่งนี้มีประวัติการสร้างขึ้นตั้งแต่ค.ศ.๑๑๕๕ สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ โดยชาวจีนและชาวไต้หวันผู้เลื่อมใสศรัทธาเจ้าแม่มาจู่จะมาสักการะศาลเหวินเฟิงกงก่อนลงเรือข้ามไปยังเกาะเหมยโจวที่ถือเป็นศาลบ้านเกิดของท่าน

ภายในศาลเหวินเฟิงกงประดิษฐานรูปเคารพเจ้าแม่ที่แกะสลักด้วยไม้ ประทับอยู่ภายในเก๋งโบราณอันงามสง่า มีประวัติว่าเมื่อครั้งมีโรคระบาดในเมืองผู่เถียนชาวบ้านได้ร่วมกันอธิษฐานขอพรองค์เจ้าแม่จนโรคร้ายได้หายไป และหลังการสักการะที่ศาลเหวินเฟิงกงนี้แล้ว จะเดินทางลงเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะเหมยโจวด้วยเรือเฟอร์รี่ใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาที

เกาะเหมยโจวตั้งอยู่บนช่องแคบไต้หวัน ฝั่งตรงข้ามคือเมืองไถจงบนเกาะไต้หวัน (ห่างประมาณ ๑๓๐ กิโลเมตร) เกาะเหมยโจวมีขนาดพื้นที่ประมาณ ๑๔.๓๕ ตร.กม. มีรูปร่างคล้ายคิ้วงามของสตรี มีประชากรอยู่อาศัยประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่จะเป็นชาวประมงและทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมการบูชาเจ้าแม่มาจู่ที่มีผู้เดินทางมากราบสักการะตลอดทั้งปี

หัวใจสำคัญของเกาะเหมยโจวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะคือ มาจู่จู่เมี่ยว (妈祖祖庙) หรือ ปฐมศาลของเจ้าแม่มาโจ้วอันศักดิ์สิทธิ์  เมื่อมาถึงศาลภายนอกเป็นลานกว้าง ภายในมีหลายศาลที่ปลูกสร้างขึ้นในแต่ละสมัยเรียงรายลดหลั่นอยู่บนไหล่เขาเหมยเฟิง (湄峰) มีบันไดศิลาทอดยาวขึ้นไป มีโบราณสถานสำคัญในประวัติศาสตร์ขององค์เจ้าแม่อยู่หลายแห่งโดยเฉพาะเทียนโฮ่วกง (天后宫) หรือ ปฐมศาลแห่งเจ้าแม่มาโจ้ว อันเป็นจุดหมายของสาธุชนจากทั่วทุกมุมโลกที่ต่างตั้งจิตมาขอพรเจ้าแม่ ทางเข้าศาลมีภาพวาดแสดงปาฏิหาริย์ขององค์เจ้าแม่ที่สำคัญในประวัติศาสตร์สองตอน คือ ตอนคุ้มครองกองเรือของแม่ทัพเจิ้งเหอให้รอดพ้นจากภัยพายุร้าย และตอนช่วยเหลือแม่ทัพซือหลาง (施琅) สมัยจักรพรรดิคังซี ให้สามารถผนวกเกาะไต้หวัน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรชิง ภายในศาลตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม อนุรักษ์รูปแบบศิลปะดั้งเดิมไว้ได้ดี   

จากศาลเทียนโฮ่วกงเดินตามขั้นบันไดไปจะถึงอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ขึ้นสู่สวรรค์ของเจ้าแม่ กล่าวกันว่าในปีค.ศ.๙๘๗ เมื่อหลินม่อเหนียงขึ้นมาถึงบนเขาแห่งนี้ ได้พบวงดุริยางค์ทิพย์ลงมาจากสรวงสวรรค์บรรเลงเพลงมโหรีขับกล่อม เพื่ออัญเชิญนางขึ้นสู่สวรรค์ จากนั้นเมฆหมอกหลากสีก็แผ่ปกคลุม แล้วนางก็หายลับสายตาไป 

เดินขึ้นบันไดไปอีกช่วงหนึ่งจะถึงหอบูชาสวรรค์ (朝天阁 เฉาเทียนเก๋อ) สร้างขึ้นโดยแม่ทัพซือ หลาง ที่น่าสนใจภายในมีภาพเคารพของเจ้าแม่มาโจ้วพระพักตร์ดำแขวนไว้ เชื่อกันว่า เจ้าแม่องค์นี้ถูกแม่ทัพ  ซือหลางอัญเชิญไปประดิษฐานที่ศาลเจ้าแม่เทียนโฮ่วลู่ก่าง (天后鹿港) บนเกาะไต้หวัน ในปีค.ศ.๑๖๘๓ (ตรงกับปีที่ ๒๒ ของรัชสมัยจักรพรรดิคังซี) ปัจจุบันองค์เจ้าแม่มาโจ้วพระพักตร์ดำจะถูกอัญเชิญมาร่วมพิธีบวงสรวงบนเกาะเหมยโจวเป็นประจำทุกปี 

จากเฉาเทียนเก๋อเดินขึ้นไปบนเขา ตกแต่งเป็นอุทยานเจ้าแม่มาโจ้ว มีรูปสลักเจ้าแม่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า ทรงอาภรณ์ในชุดราชินีแห่งสวรรค์ยาวกรอมพระบาท พระหัตถ์ขวาถือคทาหรูอี้เพื่อความเป็นสิริมงคล สมปรารถนา ผินพระพักตร์ไปยังเกาะไต้หวันเพื่อคุ้มครองช่องแคบไต้หวันให้ปลอดภัย รูปสลักองค์นี้มีความสูง ๑๔.๓๕ เมตรสร้างขึ้นด้วยหินแกรนิต ๓๖๕ ก้อน ให้ความหมายว่าทุก ๆ วันในรอบปี มีดินฟ้าอากาศที่สดใส

จากเมืองผู่เถียนถึงเกาะเหมยโจว บนเส้นทางสายศรัทธาแห่งองค์เจ้าแม่มาจู่ ผู้มีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์ ผู้คอยคุ้มครองเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจให้กับทุกคนอย่างไม่เลือกชนชั้นวรรณะ แม้ทุกวันนี้ วิทยาการเดินเรือและพยากรณ์อากาศจะทันสมัย แต่ถึงกระนั้นความศรัทธาในองค์เจ้าแม่ยังคงสถิตอยู่ในดวงใจของปวงชนอย่างมิเสื่อมคลาย

*รู้หรือไม่ว่า

เจ้าแม่มาจู่เป็นเทพเจ้าองค์เดียวที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อใช้ออกตั๋วโดยสารเครื่องบินในโอกาสที่ได้รับอัญเชิญไปโปรดศิษยานุศิษย์ผู้เลื่อมใสศรัทธายังประเทศต่าง ๆ ดังเช่นเมื่อวันที่ ๑๔-๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๖๒ เจ้าแม่มาจู่ได้เดินทางจากเมืองเซี่ยเหมินเหินฟ้ามายังประเทศไทยและได้ใช้เลขบัตรประจำออกบัตรโดยสารเครื่องบิน 

เลขบัตรประจำตัวของหลินม่อ (เจ้าแม่มาจู่) (林默身份证号码)

350321096003237001

350 แทนมณฑลฝูเจี้ยน 321 แทนเมืองผู่เถียน 0960 คือปีค.ศ.เกิด 0323 คือเดือนและวันเกิด 70 แทนรหัสที่อยู่ 0 แทนเพศหญิง 0 เป็นรหัสตรวจสอบ Check Digit

เมืองผู่เถียน
เจ้าแม่มาโจ้วที่ศาลเหวินเฟิง เมืองผู่เถียน
อาหารทะเลบนเกาะเหมยโจว
บนเกาะผู่เถียน
ศาลเจ้าแม่มาจู่ บนเกาะผู่เถียน
ภาพวาดแม่ทัพซือหลางหน้าศาลเทียนโฮ่วกง
ภาพวาดแม่ทัพเจิ้งเหอและเจ้าแม่มาจู่หน้าศาลเทียนโฮ๋วกง
สินค้าท้องถิ่นบนเกาะเหมยโจว
ปลาหมึกปลาแห้ง สินค้าท้องถิ่นบนเกาะเหมยโจว
บัตรประจำตัวของเจ้าแม่มาจู่
ศาลเทียนโฮ๋วกงบนเกาะผู่เถียน
บนเกาะผู่เถียน
รูปสลักเจ้าแม่มาจู่ บนเกาะผู่เถียน
เมื่อครั้งเดินทางมาประเทศไทย
รูปเคารพเจ้าแม่มาจู่กับบัตรโดยสารเครื่องบิน เมื่อครั้งเดินทางมาประเทศไทย
ศาลเทียนโฮ่วกง
เทพหูทิพย์ ศาลเทียนโฮ่วกง
ศาลเทียนโฮ่วกง
เทพตาทิพย์ ศาลเทียนโฮ่วกง
ตุ๊กตาเจ้าแม่มาจู่

 

ไหว้ขอพรเจ้าแม่มาจู่ 1

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles