ทำชาวเน็ตจีนพากันตะลึง หลังคลิปวิดีโอของสาวจีนรายหนึ่งที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ทุ่มเงินกว่า 2 ล้านหยวน (ราว 9.2 ล้านบาท) ซื้อเสื้อผ้าและของใช้สำหรับสุนัขแสนรัก พร้อมสร้าง “วอล์กอินโคลเซ็ต” สำหรับพวกมัน จนกลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลจีน

สาวคนดังกล่าวเป็นที่รู้จักในนาม @yikemochi อินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นสัตว์เลี้ยงจากเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเธอมีสุนัข ทั้งหมด 3 ตัว ได้แก่ โมชิ อายุ 6 ปี, มิ้ลกี้ อายุ 5 ปี และ พิ้กกี้ อายุ 3 ปี เธอเผยว่า สุนัขสองตัวที่เป็นเพศเมียจะติดกิ๊บผมและใส่ชุดแฟชั่นต่างๆ ขณะที่ตัวผู้จะไม่ใส่เครื่องประดับใดๆ
ในคลิปวิดีโอที่กลายเป็นไวรัล เธอพาทัวร์ห้องเสื้อผ้าไซส์มินิที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าแฟชั่นมากกว่า 2,500 ชิ้น และเครื่องประดับครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแคชเมียร์ เสื้อทวีด กระโปรงปักดิ้นทอง ชุดธีมเจ้าหญิง ดิสนีย์ โกธิก และกิ๊บติดขนหลายสิบแบบ แยกตามขนาดและพันธุ์ของสุนัข ยังมีแว่นกันแดด สายจูงจากแบรนด์แคนาดา พร้อมด้วยแร็คจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ ไปจนถึงกระเป๋าสะพายเล็กๆ สำหรับสุนัขโดยเฉพาะ เรียงรายอยู่บน “วอล์กอินโคลเซ็ต” ขนาดย่อมๆ ซึ่งบรรยากาศชวนให้นึกถึงงานแฟชั่นโชว์สำหรับสัตว์เลี้ยง โดยบางชุดมีราคาสูงถึง 4,000-5,000 หยวน (ราว 18,400-23,000 บาท) ต่อชิ้น

คอมเมนต์หนึ่งกล่าวติดตลกว่า “ชีวิตสุนัขหรูกว่าฉันอีก” ขณะที่บางคนบ่นติดตลกว่า “ฉันยังต้องรอโปร 11.11 กว่าจะซื้อเสื้อกันหนาวได้สักตัว” แต่เธอกลับใช้เงินซื้อของแต่งตัวให้สุนัขที่ราคาพอๆ กับบ้านในเมืองรองสักหลักของจีน

นอกจากเสื้อผ้าแล้ว เธอยังเดินทางไปเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เพื่อซื้อของให้สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ อีกทั้งยังสั่งจัมเปอร์ถักมือจากอิตาลี และเลือกซื้อชุดจีนโบราณจากเว็บไซต์ในประเทศจีน
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เธอได้โพสต์รูปสุนัขทุกวันในลุคแฟชั่นธีมต่างๆ เช่น สไตล์เจ้าหญิง ทะเล หรือแม้แต่โกธิก พร้อมกับแมตช์ชุดตัวเองให้เข้ากับสุนัขด้วย

เสื้อผ้าบางชิ้นต้องส่งซักแห้งเป็นพิเศษ และเธอจะค่อยๆ แต่งตัวให้สุนัขทุกวันก่อนพาไปเดินเล่น ซึ่งพวกมันก็โพสท่าราวกับนายแบบนางแบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะอยู่ในสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือคาเฟ่
แม้เธอจะไม่เคยเปิดเผยแหล่งรายได้ของตัวเองอย่างชัดเจน แต่ไลฟ์สไตล์ของสุนัขก็กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลจีน
ขณะที่ผู้ใช้บางรายให้ความเห็นว่า “ถ้านี่คือสิ่งที่เรียกว่าชีวิตหมาๆ งั้นขอสมัครไปเกิดเป็นหมาเลยได้ไหม”
อย่างไรก็ตาม เทรนด์การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับสัตว์เลี้ยงกำลังเป็นเรื่องที่พบเห็นได้มากขึ้นในจีน ไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่มีหญิงจากมณฑลฝูเจี้ยนจัดงานแต่งงานให้กับสุนัขพันธุ์ยอร์กเชียร์ 2 ตัว โดยมีทั้งชุดแต่งงาน ปลอกคอ และเค้กในราคาเกือบ 100,000 หยวน (ราว 460,000 แสนบาท)
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดว่า “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” กำลังเฟื่องฟูอย่างมาก อาทิ การพาแมวไปทำสปาในราคา 800 หยวน (ราว 3,680 บาท) แต่สำหรับการใช้เงิน 2 ล้านหยวนกับสุนัข หลายคนก็ยอมรับว่า “ความสุขของคนรวย เราอาจเข้าไม่ถึง”
แต่สิ่งที่เรียกให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อาจเป็นเพราะความอิจฉา หรือความไม่ยุติธรรมในใจ เพราะในยุคที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพ ค่าเช่าบ้าน หนี้สิน และงานหนัก การเห็นใครบางคนใช้เงินเดือนครึ่งปีซื้อเสื้อให้สุนัข มันก็ยากที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย

การอวดสุนัขที่มีชีวิตหรูหรานั้น ยิ่งสร้างความรู้สึก “คนยังไม่ดีเท่าสุนัข” ได้มากกว่าการโชว์บ้านหรือรถหรูเสียอีก เพราะสัตว์เลี้ยงไม่ได้หาเงินเอง ทุกอย่างล้วนเป็นผลจากเจ้าของที่เปย์ไม่ยั้ง
ถ้ามองลึกลงไป นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “รวยแล้วจะทำอะไรก็ได้” แต่มันสะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคม 3 เรื่อง ได้แก่
- การเลี้ยงสัตว์แบบ “มนุษย์” ที่ให้ทุกอย่างราวกับเป็นลูก
- กับดักบริโภคนิยมที่ทำให้เจ้าของรู้สึกผิดถ้าไม่ซื้อของดีที่สุดให้สัตว์เลี้ยง
- อิทธิพลจากโซเชียลที่ทำให้การ “อวดสุนัข” กลายเป็นเทรนด์ไวรัล
เมื่อการเปย์สัตว์เลี้ยงกลายเป็นทางลัดในการสร้างภาพชีวิตหรู ก็ไม่ต่างอะไรจากการอวดแบรนด์เนม แต่น่าเศร้าตรงที่บางคนต้องลดค่าครองชีพตัวเองเพื่อทำให้สัตว์เลี้ยงดูดีราวกับเซเลบ ไม่ต่างจากวัยเด็กที่อดข้าวซื้อสติ๊กเกอร์นักร้องดังเพราะอยากเป็นที่ยอมรับ
พ่อค้าแม่ค้าจงไม่ยอมพลาดโอกาส โหมการตลาดด้วยคำว่า “ไฮเอนด์เฉพาะสุนัข” หรือ “รุ่นลิมิเต็ดเฉพาะสุนัขพันธุ์หรู” พร้อมคำโปรยหลอกอารมณ์ว่า “รักสุนัขให้เปย์สุนัข” ทำให้เจ้าของหลายคนรู้สึกว่า ถ้าไม่ซื้อเหมือนจะเป็นเจ้าของที่ไม่ดี
แน่นอนว่าก็มีคนโต้ว่า “เขาใช้เงินเขา จะยุ่งอะไร” ฟังเผินๆ ก็ดูไม่ผิด แต่ปัญหาอยู่ที่เมื่อสังคมเริ่มตัดสิน “ความรักสัตว์” จากจำนวนเงิน และวัดคุณค่าจากความหรูหราของสัตว์เลี้ยง มันก็สะท้อนว่าค่านิยมของเรากำลังเบี่ยงเบน
ลองนึกถึงสมัยก่อน สุนัขชาวบ้านที่ได้กินข้าวเหลือ ยังดีใจจนหางสั่น วันนี้สุนัขบางตัวนั่งรถเข็นเด็ก กินอาหารจากสูตรนักโภชนาการ และพบหมอเฉพาะทาง มันคือการรักสัตว์ หรือเป็นการที่เรากำลังใช้ชีวิตอย่างบิดเบี้ยวกันแน่
สุดท้าย จงอย่าหลงไปกับกระแสที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ต้องเปย์ถึงจะเรียกว่ารัก” สำหรับสัตว์เลี้ยงแล้ว ของหรูไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่การได้เดินเล่น ได้กินขนมเล็กๆ จากมือคุณทุกวันนั่นแหละ อาจจะเป็นสิ่งที่สุนัขจะไม่มีวันลืม


