
คุณมีปัญหากับการนอนหลับเหรอ? โอ๊ย ไม่ต้องกังวล คนจีนอีก 300 ล้านคนก็มีเหมือนกันนั่นแหละ!
ความเครียด จินตนาการที่วิ่งวนไม่หยุดหย่อน ไถโทรศัพท์แบบวางไม่ได้ และกดดูซีรีส์ตอนต่อไปแบบไม่หยุดพัก เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่หลับไม่นอนในตอนกลางคืน
ผลสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ในปี 2020 แม้ว่าผู้คนจะใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 แต่กลับต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 2 หรือ 3 ชั่วโมงกว่าจะหลับ ขณะที่ยอดค้นหา ‘ปัญหาการนอนหลับ’ ทางออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 43%
ในช่วงเวลาเพียง 6 ปี เวลานอนโดยเฉลี่ยของชาวจีนลดลงจาก 8.8 ชั่วโมงในปี 2013 เหลือเพียง 6.9 ชั่วโมงในปี 2019 และไม่น่าแปลกใจเลยที่กลุ่มที่นอนดึกที่สุด และนอนน้อยที่สุด ก็คือคนช่วงวัย 20-30 ปีนั่นเอง

“เอาคืนเวลาก่อน” นอนทีหลัง
‘เอ็มเจ’ วิศวกรซอฟต์แวร์วัย 25 จากเซี่ยงไฮ้ “เลือก” ที่จะเข้านอนดึก เขามักจะทำงานจนกระทั่งลืมตาไม่ไหวถึงจะหยุดแล้วไปนอน โดยส่วนใหญ่แล้ว เอ็มเจจะหลับประมาณตี 3 ทว่าบางครั้งก็ลากยาวไปถึงตี 5
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันกับเขาที่ทำงานหนักมากเกินไป สาเหตุที่ทำให้ตารางการนอนของพวกเขาแทบจะกลับตาลปัตรจากคนทั่วไปก็คือ “การเอาคืน”
เอ็มเจกล่าวว่า “เพื่อชดเชยเวลาที่ผมใช้ไปกับการทำงานในช่วงกลางวัน ผมเลยเลือกที่จะนอนดึก ถ้าจะให้ผมหลับทันทีที่กลับถึงบ้าน ผมยอมไม่ได้หรอก”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาทำงานหนักเกินไป แถมยังมีเวลาเพียงน้อยนิดในช่วงพักกลางวัน พวกเขาจึงหันมา “เอาคืนเวลาส่วนตัว” ที่หายไปจากตอนกลางคืนแทน ถึงขั้นเกิดเป็นวลีฮิตติดหูว่า “การนอนดึกเพื่อล้างแค้น” หรือ “เป้าฟู่ซิ่งเอ๋าเย่อ” (revenge bedtime procrastination-報復性熬夜) เลยทีเดียว
นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ แฮชแท็ก #ทำไมนอนดึก (#熬夜快感的本质到底是什么) ในเวยป๋อมียอดวิวถึง 1.5 พันล้านครั้ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า สาเหตุที่นอนดึกก็เพราะไม่มีเวลาว่างระหว่างวันยังไงล่ะ!

“สุขภาพพังก์” (หรือสุขภาพพัง ?)
ถึงจะนอนดึก แต่หนุ่มสาวชาวจีนก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อเสียของ ‘การนอนไม่พอ’ หรือ ‘นิสัยอื่นๆ’ ที่ทำร้ายสุขภาพแต่อย่างใด แต่แทนที่จะเลือกนอนเร็วกว่าเดิม พวกเขากลับเลือกใช้วิธี “บำรุง” พร้อมทั้ง “เอาคืนเวลาของตัวเอง” ในช่วงกลางคืนต่อไป
“สุขภาพพังก์” (punk health) หรือเผิงเค่อหย่างเซิง (朋克养生) ไลฟ์สไตล์แนวใหม่มาแรง คือการพยายามใช้กลโกงต่างๆ มาหักล้างกับวิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่มักดึงเทคนิคจากแพทย์แผนจีน (TCM) มาใช้
มีปัญหาผิวเพราะนอนน้อย ? ก็ซื้อครีมราคาแพงสิ ดื่มเหล้าหรือน้ำอัดลมมากไป ? ก็ทานโกจิเบอร์รี่เสริมสิ รวมไปถึงทางลัดเพื่อสุขภาพดีอีกมากมาย เช่น การแช่เท้า การรับประทานอาหารตามศาสตร์แพทย์แผนจีน และสมุนไพรบำรุงสุขภาพ
โจอี้ โจว สาวชาวจีนวัย 21 ปีเล่าว่า “พังก์เฮลธ์” ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรในช่วงกลางคืนของเธอมาประมาณ 5 ปีแล้ว เธอมักจะอยากไปแช่เท้า ออกกำลังกาย หรือแม้แต่เรียนภาษาอังกฤษในเวลาประมาณเที่ยงคืน พอทำทุกอย่างเสร็จ หันมองนาฬิกาอีกทีก็ล่วงเลยตี 2 เสียแล้ว บางครั้งเธอถึงขั้นนอนแช่อ่างอาบน้ำตอนตี 3 ก็ยังมี !
แต่ไม่ว่าโจอี้จะนอนดึกขนาดไหน นาฬิการ่างกายของเธอก็จะปลุกให้ตื่น 7 โมงเช้าเสมอ เธอเลือกใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นเพื่อช่วยซ่อมแซมผิว แต่ก็ยังคงใช้ชีวิตอย่างบ้าพลังในยามค่ำต่อไป
“เมื่อทำภารกิจในแต่ละวันเสร็จ ฉันรู้สึกเป็นอิสระ และอยากทำอะไรที่มีความหมายสำหรับตัวเอง”
แม้แต่วงการแพทย์แผนจีนก็เริ่มหันมาจับผลิตภัณฑ์ “พังก์เฮลธ์” ที่เปรียบดังบาปแสนหอมหวาน โดยเมื่อปีที่แล้ว “ถงเหรินถัง” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ถงเยิ๋นถัง” (Tong Ren Tang 同仁堂) บริษัทผลิตสินค้าแพทย์แผนจีนรายใหญ่และเก่าแก่ ซึ่งจะครบ 352 ปีในปีนี้ ได้เปิดตัว “กาแฟพังก์เฮลธ์” (Punk Health Coffee) ทั้งหมด 3 รสชาติ ได้แก่ รสโกจิเบอร์รี่ รสลำไยและอินทผลัม และรสกุหลาบและซานจา
บริษัทยาอีกแห่งหนึ่งก็ได้ออก “อาหารเสริม” แบบยาจีนที่ผสมผสานรสชาติของชานมและขนมหลากหลาย อย่างเค้กช็อกโกแลตเม็ดบัว และคุกกี้ไส้ถั่วแดงเข้าไปด้วย

นอนไม่หลับ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สารสกัดจากเมล็ดองุ่นและกาแฟสูตรแพทย์แผนจีน เป็นเพียงสองตัวอย่างของสิ่งที่คนหนุ่มสาวชาวจีนที่มีปัญหาการนอนหลับ มีอยู่ในตะกร้าสินค้า
เฉินช่ายเวย นักเขียนฟรีแลนซ์จากกรุงปักกิ่งเล่าว่า เธอชอบเขียนงานตอนกลางคืนเพราะมันเงียบสงบ ถ้าโชคดีเธอก็จะได้หลับก่อนตี 5
“ฉันมักจะนอนอยู่บนเตียงและไม่สามารถหยุดความคิดที่แข่งกันวิ่งวนอยู่ในหัวได้ บางครั้งความคิดก็โลดแล่นไปถึงจุดที่น่ากังวลจนฉันนอนไม่หลับ”
เฉินมีตัวช่วยในการนอนหลับมากมาย ทั้งเครื่องกระจายกลิ่นน้ำมันหอมระเหย ไฟสำหรับช่วงกลางคืน หมอนนวด มาสก์ตาไอน้ำอีกเป็นกระบุง รวมไปถึงแอปพลิเคชันทำสมาธิ อย่าง Tide และ Headspace ซึ่งเธอพบว่าการเป็นสมาชิกแบบชำระเงินในแอปพวกนี้นี่เอง ที่ช่วยที่เธอได้ดีที่สุด
“เมื่อฉันนอนไม่หลับ มีเพียงการทำสมาธิด้วยมโนภาพ (Guided Meditation) เท่านั้นที่ช่วยได้”
รายงานดัชนีการนอนหลับของจีนที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัย CBNData ในเครืออาลีบาบาเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า 62% ของผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ช่วยเรื่องการนอนหลับในปี 2019 เป็นผู้ที่เกิดหลังปี 1990 โดยสินค้าจำพวกมาส์กปิดตา ที่อุดหู แผ่นแปะเท้า นาฬิกาอัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มคนวัยนี้
ความจำเป็นที่ต้องหาช่วยในการนอนหลับก่อให้เกิด “เศรษฐกิจการนอนหลับ” ที่กำลังเติบโตในจีน ซึ่งเชื่อกันว่าจะมีมูลค่าถึง 4 แสนล้านหยวน (ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท) ในปีนี้
สำหรับคนทำงานประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ การควบคุมเวลาเข้านอนนั้นยากเสียยิ่งกว่ายาก แม้จะมีเสียงคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่ “วัฒนธรรมการทำงานหนักแบบ 996” (การทำงานตั้งแต่ 9.00 – 21.00 น. หกวันต่อสัปดาห์) ยังคงพบได้ทั่วไปในจีน และบางครั้ง ชั่วโมงการทำงานของพวกเขาก็ลากยาวไปไกลกว่าตารางงานแสนทรหดที่ออฟฟิศกำหนดไว้เสียด้วยซ้ำ
‘การทำงานหนักเกินไป’ ตกเป็นประเด็นในหมู่สาธารณชนอีกครั้ง เมื่อพนักงานวัย 23 ปีของบริษัทพินตัวตัว (Pinduoduo) หมดสติระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังออกจากที่ทำงาน และเสียชีวิตในเวลาต่อมาเนื่องจากความเหนื่อยล้า เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว
(ใครสนใจเรื่องราวการทำงานหนักของพนักงานบริษัทพินตัวตัว เชิญอ่านได้ที่นี่เลยค่ะ https://www.jeenthainews.com/lifestyle/10243_20210111)

รายงานล่าสุดเกี่ยวกับสุขภาพของพนักงานออฟฟิศในเซี่ยงไฮ้ระบุว่า วัฒนธรรมการทำงานหนักที่สร้างความเสียหายมากขึ้นนี้ ส่งผลให้ในปี 2018 พนักงานออฟฟิศเกือบ 99% ในเซี่ยงไฮ้มีผลการตรวจร่างกายออกมา ‘ผิดปกติ’
การวิจัยยังพบว่า ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานนั้นส่งผลให้คุณภาพการนอนหลับลดลง และอาจเกิดปัญหาการนอนหลับอื่นตามมา จึงไม่น่าแปลกใจที่หนุ่มสาวชาวจีนยินดีทุ่มเงินเพื่อซื้อ ‘การนอนหลับที่ดีขึ้น’
ชั่วโมงการทำงานที่ยาวขึ้น อีกทั้งอัตราการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและความเครียดในหมู่คนหนุ่มสาวที่ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจการนอนหลับของจีน ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดขยายตัวในเร็ววันนี้
(ที่มา : https://radiichina.com/sleep-economy/)


