แก่แต่เก๋า! มหาเศรษฐีจีนเดินหน้าเริ่มธุรกิจใหม่ในวัย 83
คนจำนวนไม่น้อยพออายุถึง 50 ปี ก็มักหันไปหาชีวิตที่มั่นคง แต่สำหรับนักธุรกิจชาวจีนคนนี้ ยิ่งอายุมากยิ่งกล้าลุย!
ชายจีนคนนี้ชื่อ เฉินเจ๋อหมิน เริ่มต้นธุรกิจตอนอายุ 50 ปี ด้วยการปั่นสามล้อขายบัวลอย ก่อนคิดค้น “บัวลอยแช่แข็ง” เม็ดแรกของจีน และก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของมณฑลเหอหนาน
ต่อมาในวัย 66 ปี เขากระโดดข้ามสายไปทำธุรกิจพลังงานใต้พิภพ และใช้เวลาเพียง 7 เดือน สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งที่สองของจีนได้สำเร็จ
ล่าสุดในวัย 83 ปี เขายังเริ่มต้นธุรกิจครั้งที่สาม ด้วยการพัฒนาแบตเตอรี่นิวเคลียร์จากคาร์บอน-14 รุ่นแรกของจีน ซึ่งอาจช่วยให้อุปกรณ์อย่างเครื่องกระตุ้นหัวใจใช้งานได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่อีกเลย
จุดเริ่มต้น : ลาออกจากงานมั่นคง
ปี 1990 บนถนนเมืองเจิ้งโจว มีชายวัยกลางคนแต่งตัวเรียบง่ายคนหนึ่ง ปั่นรถสามล้อบรรทุกของเต็มคัน วิ่งไปตามตรอกซอกซอย บนรถมีทั้งเตาแก๊สและเครื่องครัว พร้อมบัวลอยบรรจุกล่องอย่างง่ายๆ เขาตระเวนขายไปตามห้างใหญ่ห้างเล็กทั่วเมือง แทบไม่มีใครรู้ว่า พ่อค้าหน้าเปื้อนเหงื่อคนนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีงานที่มั่นคงและชีวิตที่น่าอิจฉา
ปีนั้น เฉินเจ๋อหมิน มีอายุครบ 50 ปี และดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สองของเมืองเจิ้งโจว มีเงินเดือนเดือนละ 130 หยวน
ช่วงต้นของทศวรรษ1990 เขาได้ยินคำว่า “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” และคำนี้เองที่กระตุ้นเขาอย่างมาก จนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในโรงพยาบาล แล้วหันไปทำธุรกิจ
คนรอบตัวต่างพากันห้าม เพราะมองว่าเขาใกล้ถึงวัยเกษียณแล้ว ต่อให้อยากเริ่มธุรกิจ อย่างน้อยก็ควรใช้วิธีลาหยุดยาวไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาสวัสดิการ
แต่เฉินเจ๋อหมินไม่เลือกเดินเส้นทางนั้น เขามองว่าหากจะออกไปทำธุรกิจอย่างจริงจัง ก็ควรวางมือจากตำแหน่งเดิมให้เด็ดขาด ไม่ควรแสวงหารายได้จากการค้าขายไปพร้อมกับยังรับสวัสดิการจากรัฐ เพราะย่อมไม่เหมาะสมในสายตาของคนอื่น
ปี 1989 เฉินเจ๋อหมินยืมเงินเพื่อนบ้าน 15,000 หยวน มาเปิดร้านขายของเย็นใกล้สถานีรถไฟเจิ้งโจว และเริ่มขายไอศกรีม แต่พอเข้าหน้าหนาว ยอดขายกลับซบเซา เขาจึงเริ่มมองหาสินค้าใหม่ และในที่สุดก็หันมาสนใจบัวลอย
ในเวลานั้น บัวลอยในจีนยังต้องทำเอง ไม่มีบัวลอยแช่แข็ง การจะกินบัวลอยแบบดั้งเดิมสักถ้วยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงเกิดความคิดพัฒนา “บัวลอยแช่แข็ง” เพื่อให้คนกินได้ทุกเมื่อ แต่เส้นทางนี้ไม่ง่าย เขาเคยถูกโกง เก็บเงินค่าสินค้าไม่ได้ และเคยรถคว่ำระหว่างส่งของจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
โจทย์สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้บัวลอยแช่แข็งเมื่อต้มแล้วไม่แตก สุดท้ายเขาอาศัยทั้งประสบการณ์ ความช่างคิด และฝีมือการทำบัวลอย คิดค้น “วิธีแช่แข็งสองครั้ง” ขึ้นมาได้ โดยแช่แข็งไส้ก่อน แล้วจึงห่อแป้งและแช่แข็งอีกครั้ง ทำให้บัวลอยที่ได้กลมสวยและต้มแล้วไม่แตก
ปี 1990 เฉินเจ๋อหมินคิดค้นบัวลอยแช่แข็งเม็ดแรกได้สำเร็จ จังหวะนั้นเอง ละครโทรทัศน์เรื่อง Lingtangyuan (凌汤圆) กำลังได้รับความนิยมเขาจึงคว้าโอกาสทองจดทะเบียนเครื่องหมายค้าชื่อ “Sanquan Ling” (三全凌”) (มีอักษรที่เหมือนกันหนึ่งคำคือ “凌” เพื่ออาศัยกระแสช่วยผลักดันแบรนด์
กิจการเล็กๆ ข้างทาง เขาค่อยๆ เติบโตเป็นโรงงานอาหารขนาดใหญ่ ก่อนพัฒนาเป็นบริษัท Sanquan Food (三全食品) และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งของจีน
ความสำเร็จพุ่งทะยานต่อเนื่องจนในปี 2008 Sanquan Food ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ A-share ของจีน นับเป็นบริษัทอาหารแช่แข็งแห่งแรกของจีนที่เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จ
ปี 2013 ครอบครัวเฉินเจ๋อหมินติดทำเนียบมหาเศรษฐีจีนของ Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 6.22 พันล้านหยวน (ราว 2.79 หมื่นล้านบาท) ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งมณฑลเหอหนานอย่างเต็มตัว แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของตำนานที่น่าทึ่ง เพราะเรื่องราวของเขายังไม่จบลงเพียงเท่านี้
มหาเศรษฐีผู้ชอบออกนอกกรอบ
หลายคนต่างคิดว่าเฉินเจ๋อหมินคงหยุดอยู่เพียงเท่านี้ และหันไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสบายได้แล้ว เพราะเขาฝ่าฟันมาทั้งชีวิต และมีเหตุผลมากพอที่จะพักผ่อน
แต่ในปี 2009 เมื่ออายุ 66 ปี เขากลับตัดสินใจส่งต่อ Sanquan Food ให้ลูกชายดูแล แล้วหันไปบุกเบิกธุรกิจพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งเป็นสนามที่ไม่คุ้นเคย นับเป็นการเริ่มต้นธุรกิจครั้งที่สองของชีวิต
เฉินเจ๋อหมินเคยเล่าว่า เดิมทีเขาเคยเลือกเรียนด้านวิทยุอิเล็กทรอนิกส์ แต่กลับถูกจัดให้ไปเรียนแพทย์และทำงานเป็นหมอมาทั้งชีวิต ทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่รัก
เมื่อเห็นปัญหาหมอกควันและมลพิษรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในจีน เขาจึงหันมาสนใจพลังงานสะอาด เพราะเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมที่ดี คือรากฐานสำคัญของสุขภาพผู้คน ตอนนี้เป้าหมายการทำธุรกิจของเขาไม่ใช่แค่เรื่องเงินอีกต่อไป แต่เขาอยากให้จีนมีเทคโนโลยีด้านนี้ และลดการพึ่งพาต่างประเทศ
ในปีนั้นเขาก่อตั้งบริษัท Wanjiang New Energy (万江新能源公司) และนำเงินเก็บทั้งชีวิตมาลงทุนเอง โดยไม่แตะเงินของ Sanquan แม้แต่หยวนเดียว เพื่อวิจัยและพัฒนาพลังงานใต้พิภพ
เฉินเจ๋อหมินตระเวนศึกษางานในกว่า 50 ประเทศตลอด 10 ปี และลงพื้นที่สำรวจแหล่งทรัพยากรในจีนด้วยตัวเอง แม้แต่บนที่ราบสูง 4,800 เมตร เขาก็ยังฝืนอาการแพ้ความสูงเพื่อไปดูหน้างาน
การตัดสินใจครั้งนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลายคนมองว่าเขาอายุมากแล้ว ไม่ควรเสี่ยงกับธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้เงินลงทุนมาก ใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงสูง อีกทั้งจีนในเวลานั้นยังแทบไม่มีประสบการณ์ความสำเร็จให้เดินตาม หลายคนจึงไม่เชื่อว่า คนนอกวงการวัย 66 ปีจะทำเรื่องนี้สำเร็จได้
แต่เฉินเจ๋อหมินตอบเพียงว่า ชีวิตคือการท้าทายอย่างไม่สิ้นสุด และหากมั่นใจในเส้นทางที่เลือกแล้ว อายุไม่เคยเป็นอุปสรรค
คุณลุงจีนผู้กล้าลุยที่สุด
ปี 2016 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพที่เมืองรุ่ยลี่ มณฑลยูนนาน เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเฉินเจ๋อหมินลงไปคุมงานด้วยตัวเอง
ครงการลักษณะนี้ในต่างประเทศมักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-8 ปีแต่วันที่ 5 ก.ค. 2017 โรงไฟฟ้าแห่งนี้ก็สามารถเชื่อมเข้าระบบและผลิตไฟฟ้าได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือน กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งที่ 2 ของจีนที่เดินเครื่องอย่างเป็นทางการ
โครงการนี้ไม่เพียงช่วยอุดช่องว่างของจีนในด้านพลังงานใต้พิภพ แต่ยังผลักดันให้เทคโนโลยีของจีนก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโลก โดยใช้ต้นทุนเพียงครึ่งเดียวของต่างประเทศ และสร้างสถิติเป็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานใต้พิภพที่เร็วที่สุดในโลก
หลังจากนั้น ธุรกิจพลังงานใต้พิภพของเฉินเจ๋อหมินก็ขยายไปยังหลายพื้นที่ ทั้งเหอหนาน ปักกิ่ง และซานตง ส่วนในปีนี้ เขาหันไปมองอีกหนึ่งวงการเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง “แบตเตอรี่นิวเคลียร์” ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการเริ่มต้นธุรกิจครั้งที่สามของชีวิต
ครั้งนี้ เขาเตรียมจับมือกับนักวิจัย เพื่อสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมคาร์บอน-14 ระดับชั้นนำของโลก และผลักดันแบตเตอรี่นิวเคลียร์สู่การใช้งานจริง
เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกไม่กี่ปี อีกทั้งยังอาจจ่ายพลังงานระยะยาวให้กับอุปกรณ์สำรวจใต้ทะเลลึกและอวกาศห้วงลึก รวมถึงช่วยเปลี่ยนกากนิวเคลียร์ให้เกิดประโยชน์และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
จากขายบัวลอยในวัย 50 กว่า ทำธุรกิจพลังงานใต้พิภพในวัย 60 กว่า จนถึงพัฒนาแบตเตอรี่นิวเคลียร์ในวัย 80 กว่า เส้นทางของเฉินเจ๋อหมินอาจดูต่างกันสุดขั้ว แต่หลักคิดของเขาชัดเจนมาตลอด คือทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ ทำในสิ่งที่ผู้คนต้องการ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ
ลูกชายของเขายังพูดติดตลกว่า การทำธุรกิจคืออาหารบำรุงวัยของพ่อ เพราะหากให้อยู่นิ่งๆ ท่านจะยิ่งอึดอัด
หลายคนมักบ่นว่าตัวเองอายุมากแล้วหรือพลาดจังหวะที่ดีที่สุดไป แต่สำหรับเฉินเจ๋อหมินชีวิตไม่เคยมีคำว่าสายเกินไป ขอเพียงกล้าก้าวออกไปโอกาสก็ยังมีเสมอ



