
ปัจจุบันไทยมีจำนวนประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปี อยู่ที่ 11,136,059 คน คิดเป็น 16.73% ของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้สูงอายุมากที่สุดอยู่ที่ 3,532,115 คน คิดเป็น 16.04% และกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดอยู่ที่ 1,063,871 คน คิดเป็น 18.78% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)
มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2564 ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์เป็นประเทศที่ 2 ของอาเซียน โดยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่า 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในปี 2583 ไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือคิดเป็น 20 ล้านคน ซึ่งประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไป จะมีมากถึง 3,500,000 คน
หลายฝ่ายต่างตื่นตัวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหามาตรการรับมือก่อนที่จะสายเกินแก้ และเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางในการเตรียมตัว แอดมินจึงขอชวนไปสำรวจสถานการณ์สังคมสูงอายุในจีนกัน
จีนไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย ส่วนใหญ่เป็นเพราะอัตราการเกิดที่ต่ำมานานหลายทศวรรษอันเนื่องมาจากนโยบายลูกคนเดียวของรัฐบาล และอายุขัยของประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อพีระมิดประชากร
จากข้อมูลของ “สตาติสต้า” สถาบันการวิจัยตลาดชื่อดังของเยอรมนี ระบุว่า ส่วนแบ่งของประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 17.4% ในปี 2020 เป็น 30% ในปี 2040 ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยแนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุ (old-age dependency ratio) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชากรวัยเกษียณและวัยทำงาน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 17% ในปีนี้ ไปเป็น 53% ในปี 2060
การปรับปรุงระบบบำนาญของประชากรวัยเกษียณก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของรัฐบาลจีน ในอดีต ลูกจ้างในเขตเมืองของจีนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญ ส่วนลูกจ้างในเขตชนบทและเกษตรกรสูงอายุต้องพึ่งพิงจากการช่วยเหลือของสมาชิกในครอบครัวเป็นหลัก
ต่อมาในปี 2010 รัฐบาลจีนได้ริเริ่มระบบเงินบำนาญเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมถึงประชากรที่ไม่ใช่ลูกจ้างในเขตเมือง ซึ่งก็ได้รับการขยายวงกว้างเพื่อให้ครอบคลุมในหลายพื้นที่เรื่อยมา จนกระทั่งปี 2018 ระบบนี้ครอบคลุมประชากรที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญแบบเก่าเกือบทั้งหมด แต่เงินบำนาญจากระบบใหม่นี้มีจำนวนน้อย ซึ่งก็เป็นหน้าที่รัฐบาลในการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่จำนวนเงินบำนาญไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและไม่มีครอบครัวหรือญาติให้พึ่งพิง
การพัฒนาเศรษฐกิจและการขยายตัวของเขตเมืองอย่างรวดเร็วของจีน อาจมองได้ว่าเป็นดาบสองคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ ในแง่หนึ่ง การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดส่งผลต่ออายุขัยและระดับความพิการที่ลดลง ส่วนระบบการดูแลสุขภาพของจีนก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเนื่องจากรัฐบาลได้ขยายการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท
ขณะที่อีกแง่หนึ่ง ระดับการขยายตัวของเขตเมืองอย่างรวดเร็วส่งผลให้ผู้สูงอายุหลายล้านคนอยู่ห่างไกลจากลูกหลานมากขึ้น ขณะที่อัตราโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้น, ความชุกของการสูบบุหรี่ และระดับมลพิษที่สูง ก็สร้างความกังวลอย่างมากต่อสุขภาพของผู้สูงอายุของจีนในทศวรรษข้างหน้า โดยปัญหาด้านสุขภาพเหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรแบบก้าวกระโดด ซึ่งเรียกได้ว่าจีนกำลังเผชิญปัญหาประชากรสูงวัยในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่สามารถหยุดยั้งได้
ที่มา:
https://www.isranews.org/isranews-news/77916-news-779161.html


