กรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ Xiaomi SU7 เมื่อไม่นานนี้ นอกจากจะจุดประเด็นด้านความความปลอดภัยของระบบขับขี่อัตโนมัติแล้ว ยังเผยให้เห็นปมความสัมพันธ์ของผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่สัญชาติจีนอย่าง CATL กับบรรดาพันธมิตรค่ายรถยนต์ ที่กำลังพยายามลดการพึ่งพาแบตเตอรี่ของ CATL ให้น้อยลงเรื่อยๆ
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ต่างให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนของแบตเตอรี่ จึงเริ่มให้การสนับสนุนซัพพลายเออร์แบตเตอรี่รายที่สองหรือแม้กระทั่งรายที่สาม เพื่อค่อยๆ ลดการพึ่งพาแบตเตอรี่อของ CATL (Contemporary Amperex Technology Co., Limited – 宁德时代)
ข้อมูลของฝ่ายบริการลูกค้าของ Xiaomi Automobile (小米汽车) ระบุว่ารถยนต์รุ่น SU7 Standard ใช้แบตเตอรี่จากทั้ง CATL และ Fudi Battery (弗迪电池) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ BYD โดยมีการผสมผสานแบตเตอรี่ทั้งสองชนิดแบบสุ่ม แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแบตเตอรีในรถคันที่เกิดอุบัติเหตุเป็นของ CATL หรือไม่ แต่ทาง CATL ได้รีบชี้แจงว่า “ไม่ใช่แบตเตอรี่ของบริษัท” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์นี้อย่างมาก
1. จากผู้นำเบ็ดเสร็จ สู่การร่วมมือ CATL เปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อดึงลูกค้า
การแข่งขันในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ตำแหน่ง“ผู้นำไร้เทียมทาน” ของ CATL ต้องเผชิญความท้าทาย แม้ว่าในปี 2024 บริษัทจะครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศอยู่ที่ 45.08% แต่ก็ลดลงจากปี 2021 ที่เคยสูงถึง 52.1% ท่ามกลางกระแสที่บริษัทรถยนต์ต่างเร่งสร้าง“ซัพพลายเออร์สำรอง” CATL จึงเริ่มการทำงานเชิงรุก ด้วยการเข้าถือหุ้นและตั้งบริษัทร่วมทุนกับค่ายรถยนต์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในเชิงกลยุทธ์
ตัวอย่างเช่น CATL ได้ทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทต้นน้ำของอุตสาหกรรม และนำทรัพยากรไปลงทุนกับบริษัทปลายน้ำที่เป็นลูกค้ามากขึ้น โดยบริษัทได้เข้าถือหุ้นในผู้ผลิตรถยนต์หน้าใหม่ เช่น Zeekr (极氪), Neta (哪吒) และ Avatr (阿维塔) รวมถึงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Xiaomi เป็นต้น เพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาวผ่านการแบ่งปันความเสี่ยงและการพัฒนาร่วมกัน
ข้อได้เปรียบของการผูกพันผ่านเงินทุน ไม่เพียงแต่ช่วยล็อกคำสั่งซื้อระยะยาว แต่ยังเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน การแบ่งปันช่องทางการขาย หรือการใช้ข้อมูลผู้บริโภคร่วมกัน กลยุทธ์ที่เปลี่ยนจาก “ผู้จัดหาที่เหนือกว่า” ไปสู่ “การร่วมมือแบบวิน-วิน” จึงกลายเป็นแนวทางสำคัญของ CATL ในการรับมือกับกระแส “กระจายอำนาจ” ของตลาด
2. หนุนความเป็นสากล เพื่อระดมทุนจากต่างประเทศ
ท่ามกลางสัญญาณอิ่มตัวของตลาดในประเทศ CATL ได้เบนเป้าหมายไปยังเวทีระดับโลก เพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้าต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และช่องทางการระดมทุน บริษัทจึงมีแผนที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (H-share) พร้อมตั้งเป้าระดมทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.73 แสนล้านบาท) เพื่อจัดตั้ง Offshore Fund หรือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนโครงการในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตามแม้บริษัทจะมีเงินสดสะสมมากกว่า 3 แสนล้านหยวน แต่ในส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และยูโรที่บริษัทถือครองในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ การเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงจึงกลายเป็นทางออกสำคัญเพื่อคลี่คลายข้อจำกัดด้านเงินทุน
นอกจากนี้ การจดทะเบียน H-share ยังจะช่วยให้ CATL ยกระดับโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร เสริมสร้างอิทธิพลในระดับนานาชาติ และสนับสนุนบทบาทในการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยี รวมถึงความสามารถในการเจรจาต่อรองกับลูกค้าระดับโลก
3. คู่แข่งรอบด้าน เพราะบุกตลาดต่างประเทศช้า
ในการแข่งขันเพื่อขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ CATL ดูจะเคลื่อนไหวช้ากว่าคู่แข่งอย่าง CALB (中创新航) และ REPT (瑞浦兰钧) ที่ต่างก็จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงไปก่อนแล้ว ขณะที่ BYD (比亚迪) ได้ดึงกองทุนความมั่งคั่งจากตะวันออกกลางเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อเร่งการขยายสู่เวทีโลก ด้านบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอย่าง LG Energy Solution และ Panasonic ก็อาศัยข้อได้เปรียบจากกำลังการผลิตในประเทศและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เร่งขยายกิจการอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หาก CATL ไม่สามารถเร่งการขยายสู่ระดับสากลได้ทันเวลา ก็อาจเสียตำแหน่งผู้นำในสมรภูมิโลก การเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงจึงไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็น “ศูนย์กลางยุทธศาสตร์” และในการเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศระดับโลก CATL มีทางเลือกเดียวคือต้องอาศัยสมดุลด้านเงินทุนเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการขยายธุรกิจของตนในต่างประเทศ เพื่อก้าวจาก “ผู้นำในจีน” สู่การเป็น “ผู้กำหนดกฎของโลก”


