เผยรายได้และวุฒิการศึกษาของ ‘พระสงฆ์’ ในจีน

แชร์บทความ

ของ ‘พระสงฆ์ ในจีน

ไม่ว่าจะเป็นการนำภูเขาศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ หรือการที่เจ้าอาวาสวัดต่างๆ เข้าเรียนหลักสูตร EMBA สำหรับผู้บริหาร การหาเงินหลากหลายวิธีของวัดในจีน ต่างกลายเป็นเรื่องที่สาธารณชนแทบไม่รู้สึกแปลกใจอีกต่อไป เพราะในจีน “ศรัทธา” กลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้จริง แต่ในจีนวัดกับภาครัฐจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด ส่วนผู้ที่ได้ผลประโยชน์น้อยที่สุดคือคนที่ทำอาชีพพระโดยตรง

  • อาชีพพระในจีนรวยไหม

ในประเทศจีน อาชีพพระถูกมองว่าเป็น “ชามข้าวทองคำ” แบบพิเศษ ที่มั่นคงและยืนยาว งานไม่หนัก แค่สวดมนต์ ทำศาสนกิจต่างๆ แถมรายได้ต่อปีอาจสูงกว่าพนักงานออฟฟิศ ไม่แปลกที่บัณฑิตจบใหม่ที่มีการศึกษาสูงจำนวนไม่น้อยจะหลั่งไหลเข้าสู่เส้นทางนี้

10 กว่าปีก่อน วัดแห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้งเคยประกาศรับสมัครพระ โดยเสนอเงินเดือน 4,000 หยวน (ราว 20,000 บาท) ต่อเดือน ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน และมีอาหารพร้อมที่พักให้ ถ้าออกไปนอกสถานที่เพื่อทำพิธีกรรมทางศาสนาจะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มตามชั่วโมง และยังมีโบนัสพิเศษตามจำนวนเงินบริจาคที่ได้รับ และหากทำงานครบ 3 ปี เงินเดือนจะเพิ่มเป็นสองเท่า สำคัญคือหลังเลิกงานจะไม่ถูกก้าวก่ายเรื่องชีวิตส่วนตัว

ชาวเน็ตกล่าวว่า เมื่อเทียบกับวัดดังๆ รายได้ระดับนี้ถือว่า “พออยู่ได้” สำคัญคือโบนัสปลายปีที่แสนงาม เช่น วัดใหญ่แห่งหนึ่งมีนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 550,000 คน ค่าวัดเข้าชมคิดวัดได้ 30% หากคำนวณคร่าวๆ รายได้จากบัตรเข้าชมอย่างเดียวต่อปีสูงถึง 13 ล้านหยวน ยังไม่รวมเงินสนับสนุนจากรัฐบาล รายได้รวมต่อปีของพระในวัดเหล่านี้ไม่น่าจะน้อยไปกว่ารายได้ของเจ้าหน้าที่รัฐเลย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่พระทุกวัดหรือทุกรูปจะมีรายได้เท่ากัน เพราะข้อมูลชี้ว่าพระภิกษุในจีนทั่วไปได้รับเบี้ยเลี้ยง 80-300 หยวน (ราว 400-1,500 บาท) ต่อวัน

  • พระจีนต้องเสียภาษีไหม 

ถ้าเป็นวัดหรือสำนักที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเก็บค่าผ่านประตูหรือมีรายได้เชิงพาณิชย์ ก็ต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลท้องถิ่นตามกฎหมาย เฉพาะในส่วนของรายได้เชิงธุรกิจ ส่วนเงินบริจาคหรือเงินทำบุญต่างๆ โดยทั่วไปจะไม่ต้องเสียภาษี ดังนั้น พระในวัดส่วนมากจึงแทบไม่ต้องเสียภาษีเลย ไม่แปลกที่การสมัครเข้าไปเป็นคนกวาดลานวัดยังต้องต่อคิวกันยาวเหยียด

  • ทะเบียนราษฎร์ของพระ

ทะเบียนราษฎร์ของพระจีน อยู่ภายใต้การจัดการของสำนักงานกิจการศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลและประสานกับฝ่ายทะเบียนของตำรวจ เพื่อติดตามการย้ายถิ่นของพระ แต่โดยมากแล้วพระสงฆ์ส่วนใหญ่ยังคงถือทะเบียนบ้านอยู่กับครอบครัว ไม่ได้ย้ายชื่อเข้าสู่วัด ยกเว้นกรณีที่วัดต้องการให้พระบางรูปพำนักในวัดอย่างถาวรจึงจะย้ายทะเบียนบ้านให้

ปัจจุบันพระจีนมีหลักฐานการแสดงตนหลายแบบ เช่น ใบรับรองพระจากสำนักงานศาสนาประจำมณฑล ใบรับรองจากวัด และใบสุทธิบัตรจากสมาคมพุทธแห่งประเทศจีน (中佛协) เป็นต้น

แต่ก็มีพระในวัดหลายแห่งไม่มีทะเบียนบ้าน เช่น วัดหนานผู่ถัว (南普陀寺) มีพระอาศัยอยู่กว่า 300 รูป แต่มีเพียง 20-30 รูปเท่านั้นที่มีทะเบียนบ้านอยู่ที่วัด วัดสายมหายานของจีนมักใช้ “ระบบทะเบียนนักบวช” แทนการใช้ทะเบียนราษฎร์เพื่อยืนยันสถานะของผู้บวช

  • พระจีน VS พระญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่น การเป็นพระสามารถเป็นงานพาร์ทไทม์ได้ พระสามารถเป็นวิศวกรที่เก่ง เป็นซีอีโอของบริษัทบันเทิง หรือแม้กระทั่งแต่งงานมีลูกได้ อาชีพพระในญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่าเป็นคนมีความรู้ มีปัญญา และได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับสูง

เมื่อเทียบกับสถานะของพระในจีนซึ่งเพิ่งเริ่มเข้าสู่ยุคอาชีพ สังคมจีนยังไม่เปิดกว้างต่อสถานะของพระอย่างที่เป็นในญี่ปุ่น โดยพระจีนเมื่อบวชแล้วก็มักจะครองตนเป็นโสดไม่มีภรรยา

  • การศึกษาของพระจีน

แม้การบวชจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับระดับการศึกษา แต่ในปัจจุบัน คนที่จะได้บวชพระส่วนมากกลับเป็นผู้มีการศึกษาสูง เพราะภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานกิจการศาสนาและรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ วัดในประเทศจีนได้พัฒนาสถาบันฝึกอบรมพระให้เป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นระบบ เช่น วิทยาลัยพุทธจีน วิทยาลัยพุทธฝูเจี้ยนตอนใต้ (闽南佛学院) วิทยาลัยพุทธอู่ชาง (武昌佛学院) เป็นต้น

หลักสูตรในวิทยาลัยเหล่านี้ แบ่งออกเป็นวิชาพุทธศาสนา และวิชาสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงวิชาภาษาอังกฤษแบบใหม่ และ การเมือง สถาบันเหล่านี้ให้ที่พักฟรี มีเบิกค่ารักษาพยาบาล และสามารถกลับมาทำงานในวัดหลังเรียนจบได้ หากผลการเรียนดีอาจมีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ เช่น วิทยาลัยพุทธหางโจว (杭州佛学院) 

เพื่อควบคุมคุณภาพผู้เรียน บางสถาบันในไต้หวันรับนักเรียนน้อยมาก บางที่ไม่เกิน 10 คนต่อปี บางแห่งรับปีเว้นปีหรือสามปีครั้ง ส่วนในจีนแผ่นดินใหญ่ พระที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วยังสามารถสอบเข้าระดับปริญญาโทด้านพุทธศาสนาได้ โดยใช้เกณฑ์เดียวกับนักศึกษาอื่น เช่น ต้องสอบภาษาอังกฤษและวิชาการเมือง หากมีคะแนนระดับ 4 ของมหาวิทยาลัย (CET-4) ก็อาจใช้ยื่นแทนได้

ด้วยการเติบโตของวัด วัดจำนวนมากพยายามยกระดับการศึกษาของพระ เจ้าอาวาสจำนวนไม่น้อยต่างไปเรียนหลักสูตร EMBA เพื่อพัฒนาทักษะการบริหารวัด มหาวิทยาลัยจีน เช่น ม.เซี่ยงไฮ้เจียวทง ต่างก็เปิดหลักสูตรนี้สำหรับเจ้าอาวาสโดยเฉพาะ แสดงให้เห็นว่าการจะเป็นผู้นำวัดได้นั้น ต้องมีการศึกษาดี และมีความสามารถด้านการบริหารจัดการ

ปี 2021 วัดหลิงอิ่นในหางโจว ได้เผยแพร่ประกาศรับสมัครบุคลากรทั้งพระและฆราวาสที่สามารถสอนหนังสือได้ ที่น่าสนใจคือพระที่สมัครเป็นครู ต้องมีวุฒิปริญญาโทขึ้นไป ส่วนฆราวาสต้องมีวุฒิปริญญาเอกขึ้นไป

แม้จะดูเหมือนโอเวอร์แต่เมื่อพิจารณาหน้าที่ของพระยุคใหม่ที่ต้องบริหารวัด วางแผน พูดคุยกับญาติโยม และประสานงานกับองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ต้องการคนมีความสามารถสูง

  • เกณฑ์สำหรับคนที่จะบวชในจีน

อย่างไรก็ตามการจะเป็นพระในจีนได้ก็มีข้อกำหนดเช่นกัน ก่อนอื่น ต้องมีร่างกายสมบูรณ์ครบถ้วน อายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี ไม่เกิน 60 ปี หากมีโรคร้ายแรง เช่น HIV หรือโรคผิวหนังติดต่อรุนแรง ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้บวช นอกจากนั้นต้องมีแขนขาครบ ใบหน้าปกติ และจิตใจที่มั่นคง สุขภาพจิตดี และบุคคลที่มีสองเพศ (intersex) จะไม่สามารถบวชได้ 

แม้จะไม่มีเกณฑ์เคร่งครัดเรื่องสถานภาพครอบครัว แต่ผู้สมัครต้องพิสูจน์ตนว่าไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่มีหนี้สิน และไม่มีคดีความ เพราะวัดไม่ใช่สถานที่หลบหนีปัญหา ต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นประกอบด้วย

ไม่จบแค่นี้ เพราะยังต้องมีช่วงที่ถูกพิจารณาโดยวัดหรือคณะสงฆ์ โดยระหว่างนี้ผู้บวชเรียนจะต้องห้ามละเมิดศีล ต้องท่องบทสวดประจำวันได้ เรียนรู้ระเบียบของพระ และความรู้พื้นฐานของพุทธศาสนา หากไม่มีความพากเพียรในการเรียนและสอบ ก็ยากที่จะเป็นพระที่แท้จริงได้

  • รายได้ของพระจีน

วัดเส้าหลินเป็นวัดพุทธที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในจีนและทั่วโลก คุณคิดว่าพระในวัดนี้จะมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ หนังสือพิมพ์หนานจิงเดลีได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของพระในวัดเส้าหลิน เมื่อ ปี 2014 ว่าอยู่ที่ 150-300 หยวน (ราว 450-1500 บาท) ต่อเดือนเท่านั้น

ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะรายได้จากบัตรเข้าชมของวัดเส้าหลินในแต่ละปีถือว่าสูงมาก รายงานจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจจีนในปี 2016 ระบุว่า รายได้หลักของวัดเส้าหลินในปัจจุบันมาจากค่าบัตรเข้าชมและเงินบริจาค โดยรายได้จากการขายบัตร 70% เป็นของรัฐบาลท้องถิ่น อีก 30% เป็นของวัด ซึ่งส่วนที่เป็นของวัดนั้น 70% ใช้สร้างและปรับปรุงวัด 20% สำหรับจ่ายให้พระ และ 10% ใช้ทำการกุศล จะเห็นได้ว่ารายได้ของพระเส้าหลินจึงไม่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของวัด แม้ปัจจุบันรายได้ของพระจีนอาจสูงขึ้นบ้าง แต่โดยรวมแล้วยังถือว่าต่ำมาก 

อย่างไรก็ตามนอกจาก “เงินเบี้ยเลี้ยง” จากวัด ซึ่งเป็นรายได้หลักแล้ว การสวดมนต์ในพิธีศพ ก็เป็นแหล่งรายได้สำคัญ โดยเฉพาะในมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียง มีพระเฉพาะทางที่ทำพิธีทางศาสนาและได้รับเงินถวายหลายพันหยวนต่อครั้ง ในบางพื้นที่พระได้รับเชิญให้ไปสวดนอกวัดปีละหลายครั้ง และรายได้ส่วนนี้ถือเป็นของส่วนตัว รายได้ของพระจึงต่างกันตามโอกาส

พระบางรูปที่สามารถเขียนอักษร วาดภาพ หรือมีทักษะเฉพาะ ก็สามารถหารายได้เพิ่มได้ นอกจากนี้ ชื่อเสียงและสถานะก็มีผลต่อรายได้ด้วย พระที่มีอาวุโสสูงหรือเป็นที่เคารพ มักได้รับเงินบริจาคมากกว่า เช่น ในปี 2006 เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินได้รับรถหรูจากรัฐบาลมูลค่ากว่า 1 ล้านหยวน เนื่องจากบทบาทของท่านในการส่งเสริมการท่องเที่ยว 

แต่ไม่ใช่พระทุกองค์ที่จะมีโอกาสแบบนี้ พระจำนวนมากยังต้องพึ่งพาสวัสดิการพื้นฐานจากรัฐ เช่น พระในเขตทิเบต-กานซู่ที่ได้รับเงินสวัสดิการเพียง 65 หยวนต่อเดือน ดังนั้นความมั่งคั่งในหมู่พระจึงจำกัดอยู่แค่กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

  • ความแตกต่างของพระไทยและจีน 
  1. ด้านนิกายและแนวทางปฏิบัติ
    พระไทยนับถือนิกายเถรวาท ซึ่งเน้นการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นด้วยตนเอง มุ่งสู่พระนิพพานโดยอาศัยวินัยที่เคร่งครัด ส่วนพระจีนโดยมากนับถือนิกายมหายาน ซึ่งเน้นการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ มุ่งเป็นพระโพธิสัตว์ และมีแนวทางปฏิบัติที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น การสวดมนต์ การเจริญภาวนา
  2. ด้านอาหาร
    พระไทยสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ ถ้าปรุงโดยญาติโยมโดยไม่เจาะจงฆ่าเพื่อพระ และเป็นเนื้อที่บริสุทธิ์โดยเงื่อนไข 3 อย่าง คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ฟัง และไม่นึกรังเกียจ และพระไทยห้ามทำอาหารเอง และต้องออกบิณฑบาตทุกเช้า ในขณะที่พระจีนถือศีลกินเจอย่างเคร่งครัด และสามารถทำอาหารเองได้ ไม่เน้นการบิณฑบาต
  3. ด้านการใช้ชีวิต
    พระไทย “ไม่ฉันอาหารหลังเที่ยง” ชีวิตในวัดเน้นการปฏิบัติและศึกษาธรรมะอย่างสม่ำเสมอ หากต้องการฝึกตนเพิ่มเติม ก็อาจออกธุดงค์เพื่อเรียนรู้โลกภายนอก ขณะที่พระจีนส่วนใหญ่จะอยู่ในวัด ไม่เน้นการออกธุดงค์ และเน้นบทบาทในกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม
  4. ด้านเครื่องแต่งกายและคำเรียกขาน
    พระไทยนิยมใช้จีวรสีส้ม หรือเหลืองส้ม ส่วนพระจีนมีจีวรหลายสี เช่น น้ำตาล เทา หรือ เหลือง ขึ้นอยู่กับนิกายและวัด ส่วนคำเรียกพระไทยมีหลากหลายตามท้องถิ่น เช่น หลวงพ่อ ครูบา ส่วนพระจีนมักเรียกว่า “法师” (ฝ่าซือ) แปลว่า ท่านอาจารย์ผู้รู้ธรรม
  5. ด้านสถานะทางสังคม
    ในสังคมไทย พระสงฆ์มีบทบาทสูง เป็นที่เคารพของคนทั่วไป วัดคือศูนย์กลางของชุมชน ส่วนในจีน พระสงฆ์มีบทบาทแตกต่างกันตามพื้นที่ บางแห่งเน้นบทบาททางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมากกว่าบทบาททางศาสนาโดยตรง

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles