
สื่อมวลชนจากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกจากโครงการ CIPCC 2026 เข้าร่วมเวที “Global Journalists Salon” ณ มหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งประเทศจีน (Communication University of China: CUC) เนื่องในวันสากลแห่งการเสวนาระหว่างอารยธรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างอารยธรรมและวัฒนธรรมที่หลากหลาย

นายเหริน เมิ่งซาน รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งประเทศจีน กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Building Bridges of Communication to Connect Civilizations” หรือ “การสร้างสะพานแห่งการสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงอารยธรรม” โดยระบุว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การแลกเปลี่ยน ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญมากกว่าที่เคย
เขากล่าวว่า
สื่อมวลชนไม่ได้เป็นเพียงผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แต่ยังเป็นผู้บันทึกอารยธรรม ผู้ถ่ายทอดคุณค่า และผู้สร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยข่าวสารและการสื่อสารข้ามพรมแดนสามารถส่งผลต่อความเข้าใจระหว่างประชาชนและทิศทางความคิดเห็นสาธารณะของโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายเหรินยังเน้นย้ำบทบาทสำคัญของสื่อมวลชน 3 ประการ ได้แก่ การเป็น “ผู้สร้างสะพาน” เชื่อมโยงการเสวนาระหว่างอารยธรรม การเป็น “ผู้สร้างฉันทามติ” ในประเด็นความท้าทายร่วมของมนุษยชาติ และการเป็น “ผู้พิทักษ์ความจริง” ท่ามกลางยุคข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งประเทศจีนยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านสื่อสารมวลชนระหว่างประเทศ การพัฒนาบุคลากรสื่อรุ่นใหม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางความคิด ความเข้าใจระหว่างกัน
ด้านนางสาว นาเดีย อายู โสรยา ( Nadia Ayu Soraya ) ผู้สื่อข่าวจาก Metro TV ประเทศอินโดนีเซีย ระบุว่า สนามข่าวประจำวันของฉันคืออาคารรัฐสภาอินโดนีเซีย (DPR RI) ในกรุงจาการ์ตา ซึ่งถือเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยอินโดนีเซีย สถานที่ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกว่า 580 คนจากหลากหลายภูมิหลัง ร่วมกันอภิปรายและกำหนดนโยบายสำหรับประชาชนกว่า 280 ล้านคน

ในมุมมองแรก งานของฉันอาจดูเป็นงานข่าวภายในประเทศอย่างเข้มข้น แต่ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน เรื่องราวภายในประเทศก็คือเรื่องราวระดับนานาชาติด้วยเช่นกัน
ในยุคใหม่ของการสื่อสารข้ามพรมแดน การบอกเล่าเรื่องราวของโลกที่มีความหลากหลายและอยู่ร่วมกันไม่ได้หมายถึงเพียงการรายงานการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำให้ผู้คนเข้าใจมิติความเป็นมนุษย์ของนโยบายภายในประเทศที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ตัวอย่างเช่น เมื่อรัฐสภาของเราอภิปรายเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ประเด็นเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับวาระสำคัญของโลกด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ที่ Metro TV ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฉันได้เรียนรู้และเติบโตในวิชาชีพ เราเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยสองสิ่งสำคัญ คือ ความเข้าใจเชิงลึกในระดับท้องถิ่น และความสามารถในการเชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลก
เราไม่ได้รายงานเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมรัฐสภา แต่เรายังอธิบายว่าทำไมเรื่องเหล่านั้นจึงมีความสำคัญต่อประชาคมโลก พร้อมนำเสนอภาพของประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก ซึ่งยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ความอดทนอดกลั้นทางสังคม และความร่วมมือพหุภาคี
ฉันเชื่อว่าการนำเสนอเรื่องราวประชาธิปไตยที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติเหล่านี้สู่สายตานานาชาติ จะช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างประเทศ

ขณะที่นางสาวมณีนาถ อ่อนพรรณา ผู้ประกาศข่าว NBT และผู้สื่อข่าวพิเศษจีน-ไทยนิวส์ ( JeenThai News ) ประเทศไทย หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ระบุว่า ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และในฐานะ “ทูตแห่งการสื่อสารระหว่างอารยธรรม” บทบาทของเรานอกจากการรายงานข้อเท็จจริง แล้วเรายังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้คนเข้าใจกันและกัน ด้วยความชัดเจนและความเคารพซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น
ในการทำงานข่าวฉันยึดถือหลักการสำคัญอยู่เสมอว่า “เห็นด้วยตาตนเอง จึงจะเชื่อได้” การจะเข้าใจประเทศหนึ่งอย่างแท้จริง เราต้องไปสัมผัสด้วยตนเอง มองเห็นด้วยสายตาของเราเอง และรับฟังจากประชาชนของประเทศนั้นโดยตรง
เมื่อสองปีก่อน ฉันมีโอกาสไปรายงานข่าวงาน Beijing Science and Technology Week
ที่นั่นฉันได้เห็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรม และช่วยทำงานในพื้นที่เสี่ยงสูง
ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานได้โดยง่าย
สิ่งที่ได้เห็นสร้างความประทับใจให้ฉันเป็นอย่างมาก
และในวันนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวได้ก้าวหน้าไปไกลยิ่งกว่าเดิม หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้โดยตรง รวมถึงแสดงท่วงท่าที่ซับซ้อน
เช่น ศิลปะการต่อสู้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นไม่เพียงแค่นวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการพัฒนากำลังการผลิตคุณภาพสูงรูปแบบใหม่ของจีน
ในฐานะผู้สื่อข่าว เราไม่ได้เป็นผู้สังเกตการณ์ความก้าวหน้า แต่ยังเป็นพยานของความร่วมมืออีกด้วย
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือการสัมภาษณ์เกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์อวกาศระหว่างจีนและไทยในโครงการฉางเอ๋อ 7 ( Change’s 7 ) ที่จะขึ้นสู่ห้วงอวกาศนี้

เมื่อถูกถามถึงความท้าทายของ AI ในวงการสื่อ คุณมณีนาถ ตอบว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการที่เราสร้างสรรค์ แปลภาษา และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร พร้อมเปิดช่องทางใหม่ ๆ สำหรับการสื่อสารข้ามภาษาและวัฒนธรรม ถือเป็นอึกหนึ่งความท้าทายวงการสื่อ
แต่เทคโนโลยียังคงเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นหัวใจสำคัญของการสื่อสาร ยังคงอยู่ที่มนุษย์ หน้าที่ของเราคือการทำให้มั่นใจว่า AI จะถูกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่สร้างความแตกแยก หรือสร้าง fake news แต่ต้องเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมบนข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกันในยุค AI ข้อมูลข่าวสารสามารถเดินทางได้รวดเร็วกว่าที่เคย แต่ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว ไม่อาจสร้างความเข้าใจหรือบริบทที่ถูกต้องได้ บทบาทของผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการ จึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น หน้าที่ของเราไม่ใช่เพียงการส่งต่อข้อมูล แต่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์มองบริบท ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล ลงพื้นที่ไปให้เห็นกับตาจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และมองมุมมองของความเป็นมนุษย์
ที่เห็นชัดเจนคือ ประเทศไทยเคยมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองมาหลายปีก่อนหน้านี้ เช่น ช่วงโควิด มีข้อมูลข่าวสารออกมามากมายในโซเชียลมีเดียวที่มีทั้งจริงและเท็จ ทำให้สังคมเกิดความสับสน แต่ด้วยจรรยาบรรณสื่อเราต้องรายงานตามข้อเท็จจริง ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งการส่งผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ หรือถามข้อมูลกับแหล่งข่าวโดยตรง เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงให้รอบด้านมากที่สุด
ประเทศไทย มีศูนย์หลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับการ Verify หรือยืนยันข้อมูล ที่บริการสื่อและสำนักข่าวสามารถช่วยกันตรวจสอบ จึงเป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยคัดกรองก่อนนำออกสู่สาธารณะ
คุณมณีนาถ ยังย้ำว่า ในโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมมากขึ้นทุกวัน วารสารศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงหลายๆ ด้าน ขณะเดียวกันก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ วิถีชีวิตผู้คน วัฒนธรรม และอารยธรรมต่าง ๆ เพื่อความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน


