
รายงานล่าสุดของ Gavekal Technologies บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ด้านพลังงานและเทคโนโลยี ระบุว่าจีนมีแนวโน้มแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานนิวเคลียร์ของโลก ท่ามกลางความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากกระแส AI และความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
รายงานชี้ว่า แม้สหรัฐฯ ยังคงมีจำนวนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เปิดดำเนินการมากที่สุดในโลก แต่จีนครองสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทั่วโลก และมีแนวโน้มที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ทัดเทียมสหรัฐฯ ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าภายในปี 2035 จีนจะมีอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่และเติบโตมากที่สุดในโลก
รายงานของ South China Morning Post สื่อภาษาอังกฤษชั้นนำของฮ่องกง ระบุว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรม AI และความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้พลังงานนิวเคลียร์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำและมีเสถียรภาพ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
ปัจจุบัน จีนได้เข้าร่วม “Declaration to Triple Nuclear Energy” ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกเป็น 3 เท่าของระดับในปี 2020 ภายในปี 2050 พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง
รายงานการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของจีนปี 2026 ระบุว่าปัจจุบันจีนมีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ 60 เครื่องและอีก 36 เครื่องอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงอีก 16 เครื่องที่ได้รับอนุมัติและอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง ส่งผลให้มีกำลังการผลิตรวมกว่า 125 ล้านกิโลวัตต์ สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ขณะที่มีการคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ของจีนจะเพิ่มเป็นราว 110 ล้านกิโลวัตต์ภายในปี 2030 และแตะ 200 ล้านกิโลวัตต์ภายในปี 2040
แม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์จากราว 100 กิกะวัตต์เป็น 400 กิกะวัตต์ภายในปี 2050 และเร่งผลักดันการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์รุ่นใหม่เพื่อรองรับความต้องการพลังงานจาก AI และศูนย์ข้อมูล แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าต้นทุนการก่อสร้างที่สูงและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่จีนสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าผ่านการออกแบบมาตรฐานและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
นักวิเคราะห์ระบุว่า จีนสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ได้ภายในราว 6 ปี เร็วกว่าสหรัฐฯ ที่บางโครงการใช้เวลากว่า 10 ปี แม้ปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์จะคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ แต่จีนยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกำลังทดสอบต้นแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบติดตั้งบนยานพาหนะ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างยืดหยุ่นและปรับกำลังการผลิตตามโหลดการใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งอาจเปิดทางสู่รูปแบบการจ่ายพลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต
นอกจากนี้ จีนยังอยู่ระหว่างการทดสอบต้นแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบเคลื่อนที่ได้ที่ติดตั้งบนรถบรรทุก มีกำลังผลิตสูงสุด 10 เมกะวัตต์เพียงพอต่อการจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูล AI ขนาดกลางได้ตลอด 24 ชั่วโมงและสามารถทำงานต่อเนื่องได้หลายสิบปีโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง หากพัฒนาสำเร็จ อาจเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายพลังงานจากการผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ไปสู่การติดตั้งแหล่งพลังงานใกล้จุดใช้งานโดยตรง


