‘พระมาโปรดแห่งนานกิง’ ชาวต่างชาติผู้ช่วยชีวิตชาวจีนเรือนแสน รอดพ้นจากความป่าเถื่อนของกองทัพญี่ปุ่น

แชร์บทความ

“เหตุสังหารหมู่นานกิง” หรือ “การข่มขืนแห่งนานกิง” นับเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์โลกที่เกิดขึ้นในระหว่างสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (1937–1945) ซึ่งทำให้ชาวจีนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้มากถึง 300,000 ราย และแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกว่า 83 ปีแล้ว แต่คนทั่วโลกโดยเฉพาะชาวจีนยังคงไม่อาจลบเลือนความโหดร้าย ความป่าเถื่อน และความรุนแรงไร้มนุษยธรรมที่กองทัพญี่ปุ่นกระทำต่อชาวจีนออกไปจากความทรงจำได้

ในขณะที่ทั่วทุกหัวระแหงเต็มไปด้วยการเข่นฆ่า การทรมาน และการข่มขืนอย่างทารุณไร้ความปรานีจากน้ำมือของทหารญี่ปุ่น มีชาวต่างชาติซึ่งเปรียบเสมือนแสงไฟส่องสว่างท่ามกลางฝันร้ายอันดำมืด ทุ่มเททั้งกายและใจช่วยเหลือชาวจีนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อความโหดเหี้ยมในครั้งนี้ ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้รับการสรรเสริญประหนึ่งว่าเป็น “พระมาโปรด” แห่งนานกิง

จอห์น ราเบ (John Rabe)

เกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ปี 1882 ที่เมืองฮัมบูร์กของเยอรมนี ราเบเป็นนักธุรกิจสมาชิกพรรคนาซี เขาได้เดินทางไปยังประเทศจีนในปี 1908 และต่อมาได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่นานกิงในปี 1931 จนกระทั่งเกิดความโกลาหลทั่วทั้งนานกิงในเดือนธ.ค. ปี 1937 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองนานกิงได้สำเร็จ ราเบนำกลุ่มมิชชันนารี นักธุรกิจ และนักวิชาการจากตะวันตกก่อตั้งเขตปลอดภัยนานกิงโดยมีแนวธงกาชาดเป็นเครื่องบอกเขตแดน ซึ่งช่วยชีวิตชาวจีนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของทหารญี่ปุ่นมากถึง 250,000 คน และด้วยความกล้าหาญและความมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำให้ราเบได้รับการสรรเสริญจากชาวจีนว่าเป็น “พระโพธิสัตว์แห่งนานกิง” ต่อมาราเบถูกบังคับให้ต้องออกจากนานกิงในช่วงต้นปี 1938 และเดินทางกลับไปยังกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเนื่องจากเขาเป็นสมาชิกพรรคนาซี ราเบต้องอาศัยอาหารและเงินที่ส่งมาจากชาวจีนประทังชีวิต จนกระทั่งเขาเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองในปี 1950

แบร์นฮาร์ด อาร์ป ซินด์แบร์ก (Bernhard Arp Sindberg)

เกิดเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ปี 1911 ที่เมืองอาร์ฮุสของเดนมาร์ก ซินด์แบร์กเดินทางไปยังจีนในปี 1934 ขณะเกิดเหตุสังหารหมู่นานกิง ซินด์แบร์กซึ่งมีอายุ 26 ปี ร่วมมือกับเพื่อนชาวเยอรมันให้ที่พักพิงและการดูแลสุขภาพแก่ชาวจีนในโรงงานซีเมนต์แห่งหนึ่งย่านชานเมืองนานกิง ซึ่งเขาเป็นพนักงานอยู่ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะเข้ารุกราน โดยเขาช่วยชีวิตชาวจีนไว้ได้มากราว ราว 6,000 ถึง 10,000 คน หลังจากเหตุการสังหารหมู่จบลง ซินด์แบร์กย้ายไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐฯ จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1983 โดยวีรกรรมครั้งนี้ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระโพธิสัตว์ทรงโปรด” และ “ชาวเดนมาร์กผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด”

มินนี วอทริน (Minnie Vautrin)

เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ปี 1886 ที่รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ เธอเข้าร่วมกับสมาคมมิชชันนารีคริสเตียนต่างชาติ และถูกส่งไปทำหน้าที่ยังจีน โดยเธอได้พยายามส่งเสริมการศึกษาแก่ผู้หญิงชาวจีนมาอย่างต่อเนื่องจนได้ดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยจินหลิงแห่งนานกิง จนเมื่อเกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น และเหตุสังหารหมู่นานกิงในเวลาต่อมา วอทรินได้เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นแคมป์พิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กชาวจีนมากกว่า 10,000 คน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพธิดาแห่งความเมตตา” แต่การเสียสละปกป้องชีวิตชาวจีนนำมาซึ่งความบั่นทอนทั้งทางร่างกายและจิตใจแก่วอทริน ทำให้เธอมีอาการป่วยทางจิตและต้องเดินทางกลับสหรัฐฯ ในเดือนพ.ค. ปี 1940 ต่อมาในวันที่ 14 พ.ค. ปี 1941 เธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในวัย 55 ปี พร้อมทิ้งข้อความไว้ว่าชีวิตของเธอนั้น “ล้มเหลว”

ที่มา:

https://www.independent.co.uk/news/world/asia/war-and-an-unlikely-hero-schindler-of-nanjing-6094563.html

https://www.bbc.com/news/world-europe-49524779

https://www.womenshistory.org/education-resources/biographies/minnie-vautrin

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles