BDMS ในฐานะผู้ลงทุนและผู้พัฒนาโครงการ ผนึก Capella พันธมิตรระดับโลกสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การบริการ และไลฟ์สไตล์ เพื่อชีวิตที่ดีทุกวันบนพื้นที่ลุมพินี WellEra ยุคสมัยแห่งการมีสุขภาพที่ดีได้มาถึงแล้ว






- อากาศ (Air) ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผ่านมาตรฐานอากาศเพื่อสุขภาพ – อากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ งานวิจัยในระดับสากล ระบุว่าการสัมผัสฝุ่น PM2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในระดับสูงอาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง คุณภาพการนอนหลับ และสุขภาพในระยะยาว WellEra จึงนำแนวทางการบริหารจัดการคุณภาพอากาศทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบโครงการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดี พร้อมด้วยระบบกรอง PM 2.5 สูงถึง 95% ในระดับ MERV-14 (Minimum Efficiency Reporting Value) มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อโรคได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU)
- น้ำ (Water) คุณภาพน้ำที่ดี จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ยั่งยืน – งานวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับผลกระทบของสารปนเปื้อนที่อาจพบในแหล่งน้ำมากขึ้น ทั้งการตรวจพบไมโครพลาสติกสะสมในคราบไขมันที่อุดตันหลอดเลือด ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Infarction: MI) และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) รวมถึงการได้รับสารพลอยได้จากน้ำใช้ เช่น สารไตรฮาโลมีเทน (Trihalomethanes: THMs) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น โครงการ WellEra จึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้รับน้ำที่สะอาด ปลอดภัย และเหมาะสมสำหรับทั้งการอุปโภคและบริโภค โดยน้ำสำหรับการอุปโภคผ่านระบบกรอง Carbon Filtration และ UV เพื่อลดสิ่งปนเปื้อน ขณะที่น้ำดื่มได้รับการกรองระบบพิเศษเพิ่มเติมเพื่อจัดการไมโครพลาสติกและสิ่งเจือปนขนาดเล็กต่าง ๆ สะท้อนแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เริ่มต้นจากรายละเอียดใกล้ตัว
- แสง (Light) ปัจจัยสำคัญต่อนาฬิกาชีวภาพและคุณภาพการนอนหลับ – แสงไม่ได้มีหน้าที่เพียงให้ความสว่าง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ซึ่งส่งผลต่อการนอนหลับ ความตื่นตัว อารมณ์ และความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม ทั้งนี้จากงานวิจัยยังพบว่าการได้รับแสงธรรมชาติอย่างเพียงพอในช่วงกลางวันช่วยเพิ่มสมาธิ กระตุ้นการสร้างเซโรโทนิน หรือ “ฮอร์โมนแห่งความสุข” และส่งผลดีต่ออารมณ์ ขณะที่การลดความเข้มของแสงในช่วงเย็นและการนอนในสภาพแวดล้อมที่มืดอย่างเหมาะสม ช่วยสนับสนุนการหลั่งเมลาโทนินและคุณภาพการนอนหลับ WellEra จึงนำแนวคิด Circadian-Friendly Light Design มาใช้ในการออกแบบแสงในโครงการ นอกจากนี้ ยังมีระบบ Daylight Balance Without Fatigue โดยควบคุมค่า UGR (Unified Glare Rating หรือ ดัชนีวัดความแยงตาจากแสงสว่าง) อยู่ที่ 16 หรือต่ำกว่า เพื่อให้ทุกพื้นที่เข้าถึงแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับจังหวะการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย
- เสียง (Sound) ความเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพการพักผ่อน – เสียงรบกวนจากสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน (Night-time Noise) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการนอนหลับ และสุขภาพในระยะยาว โดยงานวิจัยพบว่า การเพิ่มขึ้นของระดับเสียงรบกวน 10 เดซิเบล (dB) อย่างต่อเนื่อง ในบริเวณที่พักอาศัย อาจกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียดและทำให้หลับลึกน้อยลง ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้นแม้ในขณะนอนหลับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 27% การออกแบบทุกองค์ประกอบของ WellEra จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบด้าน Acoustic Engineering ผ่านการติดตั้ง High Performance Wall ที่มีมาตรฐาน STC-60 (Sound Transmission Class) ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้สูงสุดถึง 60 เดซิเบล (dB) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อน การนอนหลับ และการใช้ชีวิตในทุกวัน
- อุณหภูมิและความชื้น (Thermal) สมดุลของสภาพแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดี – งานวิจัยพบว่าสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะอาคารเป็นพิษ (Sick Building Syndrome: SBS) และเอื้อต่อสุขภาพโดยรวม ขณะที่ความชื้นที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเชื้อโรคในอากาศ โดยความชื้นต่ำกว่า 40% เอื้อต่อการอยู่รอดของไวรัส และความชื้นสูงกว่า 60% เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา WellEra จึงออกแบบระบบควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในระดับสบายตัวที่ 50 – 65% RH (Relative Humidity) ตามมาตรฐาน ASHRAE (มาตรฐานภาวะแวดล้อมเพื่อความสบายของมนุษย์) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สบายต่อการอยู่อาศัย พร้อมช่วยลดปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อราและสิ่งปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับ WellEra คือ “Healthcare Humanware Supported by BDMS” แนวคิดการดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตประจำวันเข้ากับระบบบริการสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์พร้อมให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับบริการจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเฉพาะทางตามความต้องการ รวมถึงการออกแบบแนวทางดูแลสุขภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงวัยและความต้องการของแต่ละบุคคล (Adaptive Lifetime Integration) พร้อมระบบรองรับเหตุฉุกเฉินด้วยรถพยาบาลและบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ (Emergency Helicopter & Ambulance) เพื่อสร้างความมั่นใจด้านสุขภาวะ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติมว่า BDMS ยังสร้างปรากฏการณ์ในการนำปรัชญาด้านการแพทย์มาผสมผสานเข้ากับปรัชญาการบริการระดับโลกจาก Capella ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ ในชื่อ “Capella Residences Bangkok at WellEra” ภายใต้แนวคิดที่ว่า “บ้านที่ดี ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่คือสถานที่ที่ช่วยให้เรานอนดี, หายใจดี, จิตใจสงบ, สุขภาพแข็งแรง และอยู่ดีได้นานขึ้น” โดยเป็นโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Capella แห่งแรกของประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำมาตรฐานการบริการระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว, ความพิถีพิถัน และการดูแลแบบเฉพาะบุคคล มาหลอมรวมเข้ากับประสบการณ์การอยู่อาศัยในทุกรายละเอียด
สำหรับในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา BDMS มีรายได้รวม 113,272 ล้านบาท โดยธุรกิจเวลเนสสามารถสร้างสัดส่วนรายได้ถึง 12% ของรายได้รวมทั้งหมดของเครือ ที่มูลค่าประมาณ 13,600 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เวลเนสไม่ใช่ธุรกิจเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแกนหลักสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา เราได้รับความไว้วางใจจากผู้รับบริการกว่า 150 สัญชาติทั่วโลก ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการด้าน Scientific Wellness กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และ ‘เวลเนส’ ได้เปลี่ยนผ่านจากโอกาสทางธุรกิจ สู่การเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตของระบบสุขภาพ ซึ่ง WellEra จะมีส่วนช่วยผลักดันบทบาทของประเทศไทยบนเวทีระดับนานาชาติในการเป็น Wellness Destination of the World นายแพทย์ตนุพล กล่าวทิ้งท้าย

วิสัยทัศน์ดังกล่าวยังได้รับความเชื่อมั่นจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก อย่าง Capella Hotel Group ที่มองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่จุดหมายปลายทางแห่งอนาคตด้านสุขภาพ เวลเนส และคุณภาพชีวิต โดยนายโรแลนด์ ฟาเซิล ประธานกลุ่มบริษัท Capella Hotel Group กล่าวว่า “ที่ Capella เราเชื่อว่าสถานที่ที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงสถานที่ที่ผู้คนอาศัยอยู่ แต่เป็นสถานที่ที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในทุกวัน นั่นคือเหตุผลที่ WellEra สร้างความประทับใจให้กับเรา เพราะเป็นโครงการที่นำมิติด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมาเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบการอยู่อาศัย สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างสมดุลทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ในวันที่เวลเนสกำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เราเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับที่อยู่อาศัยที่สนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนในชุมชน และตอบรับแนวคิดการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะ WellEra ได้หลอมรวมองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในรูปแบบที่ทั้งมีวิสัยทัศน์และสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่เป็นการร่วมสร้างชุมชนที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ไปสู่คนรุ่นต่อไป”

ด้าน นางสาวฐิติพร หนูคง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ กรรมการผู้จัดการบริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า WellEra เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของผู้ชำนาญการจากหลากหลายสาขาทั่วโลก ทั้งด้านการแพทย์ เวลเนส สถาปัตยกรรม วิศวกรรม การบริการ และการพัฒนาเมือง เพื่อแปลงวิสัยทัศน์ด้านสุขภาวะให้เกิดขึ้นจริงในรูปแบบของ Future Wellness Living Ecosystem ซึ่งทุกองค์ประกอบของโครงการได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว และทำให้สุขภาวะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ โดย โครงการ WellEra มีพื้นที่โครงการรวมกว่า 2 ล้าน square feet หรือกว่า 2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วย Branded Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพที่ผสานมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ากับการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ ภายใต้แบรนด์ Capella พันธมิตรระดับโลก จำนวน 45 ชั้น 262 ยูนิต Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ จำนวน 20 ชั้น 168 ห้องพัก Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต ทั้งนี้ พื้นที่โครงการได้รับการจัดสรรเพื่อรองรับการใช้ชีวิตและกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาวะ ทั้งพื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบเพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้คน
อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของโครงการคือแนวคิด “Smile Building” ซึ่งพัฒนาขึ้นจากความเชื่อว่าอาคารที่ดีไม่ได้วัดจากความสวยงามหรือความสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้คนที่ใช้งานในทุกวัน ผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกปลอดภัย ความสบายใจ การเชื่อมต่อกับธรรมชาติ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เปรียบเสมือน ‘รอยยิ้ม’ ที่ส่งต่อความรู้สึกที่ดีตั้งแต่แรกพบ โดยร่วมพัฒนากับ KPF (Kohn Pedersen Fox) บริษัทสถาปนิกชั้นนำจากนิวยอร์กผู้ออกแบบ Hudson Yards, Lotte World Tower ในกรุงโซล และอาคารสัญลักษณ์กว่า 300 แห่งใน 40 ประเทศทั่วโลก โดย KPF นำมาตรฐานการออกแบบระดับสากลมาผสานกับเสน่ห์ของ Thai Hospitality และบริบทของเมืองกรุงเทพฯ เพื่อสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะท้อนทั้งความเป็นสากลและอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างกลมกลืน พร้อมยกระดับ WellEra ให้เป็นต้นแบบของการพัฒนา Wellness Living แห่งอนาคต


นอกจากนี้ทุกพื้นที่ภายในโครงการได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้งานผ่าน “Smile Curve of Daily Life” ที่มุ่งออกแบบจังหวะการใช้ชีวิตให้เกิดความสมดุลในทุกวัน ตั้งแต่การเคลื่อนไหว การพักผ่อน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พร้อมผสานแนวคิดการออกแบบที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ (Biophilic Design) เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉงในเมือง ผ่านพื้นที่สีเขียว เส้นทางสัญจร และสะพานเชื่อมต่อสู่สวนลุมพินีเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติและขยายประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีสู่พื้นที่สาธารณะของเมือง พร้อมให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่ส่งเสริมทั้งสุขภาวะและความยั่งยืน อาทิ คอนกรีตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Concrete) วัสดุที่มีการปล่อยสารระเหยต่ำ (Low VOC และ Non-VOC) ระบบเติมอากาศใหม่ และระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวอย่างแท้จริง
“WellEra ไม่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นเพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ แต่คือระบบชีวิตรูปแบบใหม่ที่เชื่อม Healthcare, Wellness, Hospitality และ Urban Living เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของผู้คนพร้อมสนับสนุนบทบาทของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาวะระดับโลก” นางสาวฐิติพร กล่าวสรุป
ทั้งนี้ WellEra มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี พ.ศ.2573 ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ WellEra เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.wellerabangkok.com


