
ในช่วงที่ผ่านมา หลายพื้นที่ของจีนเผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดสภาพอากาศร้อนชื้นและน้ำท่วมขังในหลายจุด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน (Chinese Center for Disease Control and Prevention) ออกคำเตือนว่า ฝนตกหนักและน้ำท่วมอาจพัดพาขยะ มูลสัตว์ โคลนตมและสิ่งปฏิกูลปนเปื้อนแหล่งน้ำดื่ม อาหาร และสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ขณะที่สภาพอากาศร้อนชื้นและน้ำขังยังเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของเชื้อโรค ยุงและแมลงวัน เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง โรคที่มียุงเป็นพาหะ และการติดเชื้อจากบาดแผล
กรณีหญิงจีนในมณฑลเหอหนานและชายจีนในมณฑลหูหนานที่ป่วยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันจนต้องเข้ารับการรักษาในห้อง ICU หลังตากฝน กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าเกิดจากน้ำฝนที่ไม่สะอาดเข้าสู่ร่างกายโดยตรงหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การตากฝนไม่ได้ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยตรง แต่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้ เมื่อร่างกายเปียกฝน อุณหภูมิร่างกายจะลดลง ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยหดตัว ระบบป้องกันเชื้อโรคในทางเดินหายใจอ่อนแอลงและภูมิคุ้มกันลดลง
เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่อาศัยอยู่ในร่างกายตามปกติอาจเพิ่มจำนวนและก่อโรคได้ง่ายขึ้น โดยเชื้อบางชนิดอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือดและลุกลามจนก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส มักมีอาการในระยะแรกคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะเล็กน้อย จนหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการป่วยจากการตากฝนหรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบมีสัญญาณสำคัญ 3 ประการที่แตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลันตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ และอาการคอแข็งหรือกล้ามเนื้อบริเวณคอเกร็งจนไม่สามารถก้มคางแตะหน้าอกได้ หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว
นอกจากนี้ น้ำขังตามท้องถนนในช่วงฝนตกยังอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคจำนวนมาก หากต้องเดินลุยน้ำจนเท้าและรองเท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมอับชื้นที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคผิวหนังและการติดเชื้อบริเวณเท้า
แพทย์ระบุว่า ผู้ที่มีเชื้อราที่เท้าอยู่เดิม อาจมีอาการกำเริบหลังลุยน้ำ เช่น คัน เท้าเป็นตุ่มน้ำ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ขณะที่ผู้ที่มีบาดแผลหรือรอยแตกบริเวณผิวหนัง เชื้อแบคทีเรียอาจเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้เกิดอาการบวม แดง และปวดบริเวณเท้าหรือขาได้ ในบางรายอาจมีไข้ร่วมกับการอักเสบของผิวหนัง
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหลังตากฝนหรือลุยน้ำ ควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเสื้อผ้าแห้งและอบอุ่น รวมถึงอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นโดยเร็ว เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับสู่อุณหภูมิปกติ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ นอกจากนี้ ควรสังเกตอาการของตนเองภายใน 24 ชั่วโมงหลังตากฝน หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูงต่อเนื่อง ปวดศีรษะรุนแรง หรือคอแข็ง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง หรือโรคมะเร็ง เป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรหลีกเลี่ยงการตากฝนและสัมผัสน้ำท่วมขังโดยไม่จำเป็น


