
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ หลังถูกโดรนที่ผู้อื่นบังคับบินเข้าไปพันเส้นผมระหว่างเที่ยวชมนาขั้นบันไดในมณฑลเจ้อเจียง โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการช่วยเหลือและต้องตัดเส้นผมออกจำนวนมาก จนจุดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการโดรนในแหล่งท่องเที่ยว
หญิงแซ่หวัง ผู้เสียหายระบุว่า เจ้าหน้าที่ของแหล่งท่องเที่ยวใช้เวลาถึง 50 นาทีเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องเข้าช่วยเหลือ โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงจึงสามารถนำโดรนออกจากผมได้สำเร็จ ส่งผลให้ต้องตัดผมทิ้งกว่า 300 เส้น
เธอยังตั้งคำถามถึงมาตรการความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยว เนื่องจากอนุญาตให้บินโดรนได้ แต่ไม่มีป้ายเตือนหรือแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้มีการชดเชยความเสียหายและเพิ่มความเข้มงวดในการบริหารจัดการ ส่วนผู้บังคับโดรนได้กล่าวขอโทษและยินดีให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา
ด้านชาวเน็ตจำนวนมากมองว่า การบินโดรนในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นอาจผิดระเบียบและเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการควบคุม ขณะเจ้าหน้ายืนยันว่านักท่องเที่ยวยังคงสามารถนำโดรนขึ้นบินที่นาขั้นบันไดแห่งนี้ได้ ซึ่งมีการติดตั้งป้ายเตือนแล้ว และปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อในขณะนี้
นักกฎหมายจีนระบุว่า หากอุบัติเหตุเกิดจากความผิดพลาดในการควบคุมโดรน ผู้บังคับโดรนต้องเป็นฝ่ายชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งค่ารักษาพยาบาล ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง รวมถึงค่าชดเชยทางจิตใจตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ หากเป็นการบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการลงทะเบียนและการฝึกอบรม ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายและถูกลงโทษทางปกครองได้ ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถระบุตัวผู้บังคับโดรนได้ ผู้เสียหายยังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากแหล่งท่องเที่ยวได้เช่นกัน เนื่องจากผู้ประกอบการมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่อนุญาตให้นำโดรนขึ้นบิน ควรมีมาตรการกำกับดูแล ทั้งระบบลงทะเบียน กำหนดพื้นที่และระดับความสูงในการบิน ตลอดจนแนวทางรับมือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเกิดอุบัติเหตุจากโดรนในแหล่งท่องเที่ยวบ่อยครั้ง ทั้งกรณีโดรนเฉี่ยวบาดเจ็บและตกใส่นักท่องเที่ยว แม้จีนจะมีกฎหมายควบคุมการใช้งานโดรนที่เข้มงวด แต่ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในสังคมจีน


