รู้จักลูกมังกรในงานศิลปกรรมจีนรอบตัวเรา ตอนที่ 2: “ผูเหลา ปี้อั้น เทาเที่ย กงฟู่”

แชร์บทความ

Aug 1080 x 720 1 3

นับแต่โบราณมาชาวจีนต่างมีความเชื่อว่าตนเองเป็น “ผู้สืบทอดวัฒนธรรมของมังกร” ทว่าด้วยมังกรถือเป็นสัตว์สิริมงคลสูงศักดิ์ทรงพละกำลังอำนาจ จึงใช้ได้เฉพาะกับองค์จักรพรรดิ พระบรมวงศานุวงศ์ และชนชั้นสูงเท่านั้น คติลูกมังกรทั้งเก้าตัวจึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองกับสังคมจีนทั่วไป โดยมีการดัดแปลงนำมาใช้ให้เหมาะกับแต่ละยุคสมัย ต่างก็ล้วนปรากฎอยู่ในงานศิลปกรรมจีน ทั้งในงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รอบตัวเรา

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงลูกมังกรองค์ชายใหญ่ปี้ซี่และองค์ชายรองซือเหวิ่นไปแล้ว (ติดตามอ่านย้อนหลังได้ที่ 📌 รู้จักลูกมังกรในงานศิลปกรรมจีนรอบตัวเรา ตอนที่ 1:“ปี้ซี่ ซือเหวิ่น”) ในตอนนี้ขอเล่าถึงลูกมังกรตัวที่สามถึงหกที่เราก็เคยน่าจะผ่านตามาแล้วเช่นกัน

1️⃣  “ผูเหลา” องค์ชายสาม ผู้ส่งเสียงดังกังวาน

หากเราสังเกตระฆังเหล็กหรือทองเหลืองหรือสำริดที่แขวนอยู่บนราวในพระอารามต่างๆ ให้ดี ว่าอาจจะมีสัตว์หน้าตาคล้ายมังกร ประดับอยู่บนหูระฆัง ทั้งที่สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ไปจนถึงเรียบง่ายธรรมดา สัตว์มงคลตัวนี้มีนามกรว่า “ผูเหลา Pu Lao” เป็นลูกมังกรตัวที่สามหรือองค์ชายสาม กล่าวกันว่า ผูเหลา เป็นสัตว์อาศัยอยู่ริมทะเล เกรงกลัวปลาวาฬเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ผูเหลาเห็นปลาวาฬ ก็จะคำรามเสียงเพื่อขับไล่ปลาวาฬ ดังนั้น จึงมีคตินิยมนำรูปแบบของผูเหลามาทำเป็นหูระฆัง เพื่อให้เสียงของระฆังดังก้องกังวานไปไกล ดังปรากฎอยู่บนหูระฆังในประเทศจีนหรือในศาลเจ้าจีนบ้านเรา โดยเฉพาะที่พิพิธภัณฑ์ต้าจงซื่อ กรุงปักกิ่ง มีระฆังงาม ๆ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ซ่ง หยวน หมิง ชิง นับร้อยใบจัดแสดงอยู่ แต่ละใบมีผูเหลาที่หล่อขึ้นอย่างประณีตน่าเกรงขามเสริมส่งให้ระฆังแต่ละใบดูสวยสง่าขึ้น และหากเราลองสังเกตหูระฆังโบราณจากจีนตามศาลเจ้าบ้านเรา ก็อาจจะได้เห็นผูเหลาประดับไว้บนหูระฆังอยู่เช่นเดียวกัน

2️⃣  “ปี้อั้น” องค์ชายสี่ ผู้ผดุงความเป็นธรรม

เวลาเราชมภาพยนตร์จีนชุดเปาบุ้นจิ้น ในฉากที่ท่านเปาบุ้นจิ้นออกตัดสินว่าคดีความ เคยสังเกตไหมครับว่า ในห้องพิจารณาคดีจะมีตัวอักษรจีนสี่ตัวเขียนอยู่บนแผ่นไม้สีแดงคือ หุยปี้ หมายถึง ให้หลีกทาง และซู่จิ้ง แปลว่า ให้สงบ เหนือตัวอักษรดังกล่าว จะมีรูปหน้าคล้ายพยัคฆ์ท่วงท่าดูดุดันวาดประดับอยู่ พยัคฆ์ท่วงท่าน่าเกรงขามนี้คือ องค์ชายสี่มีนามกรว่า “ปี้อั้น Bi An”  กล่าวกันว่า ปี้อั้นมีนิสัยชอบรักความเป็นธรรม   ชี้ขาดด้วยความยุติธรรม ในสมัยโบราณใช้เป็นสัญลักษณ์ติดเหนือตัวอักษรสี่ตัว เวลาเจ้าเมืองออกเดินตรวจราชการงานเมือง หรือพิจารณาคดีความของศาล จะมีรูปตัวปี้อั้นวาดอยู่ เพื่อให้คนที่มองเห็นเกิดความเกรงขาม ดังเช่นในภาพเป็นห้องพิจารณาคดีความในสมัยราชวงศ์หมิงของเมืองโบราณผิงหยาว มณฑลซานซี ที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ในสมัยราชวงศ์หมิง ยังนำมาประดับอยู่เหนือประตูคุก ตัวที่เด่นที่สุดและรักษาไว้ได้ดีที่สุดคือ คุกในสมัยราชวงศ์หมิง (ปีค.ศ.๑๓๖๙) อายุกว่า ๖๐๐ ปีที่คงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของจีน ที่อำเภอหงถง ภาคกลางของมณฑลซานซี เหนือประตูคุกนักโทษประหาร จะมีรูปปี้อั้น หรือที่เรียกกันในอีกนามหนึ่งว่า “หู่โถวเหลา” หรือ คุกหัวเสือ ขนาดใหญ่หน้าเกรงขาม เป็นที่รู้จักกันดีไปทั่วประเทศ

3️⃣ “เทาเที่ย” องค์ชายห้า ผู้ละโมบในทรัพย์สิน

ชาวจีนมีคำกล่าวในวลีหนึ่งว่า “เทาเที่ยเซิ่งเอี้ยน” มีความหมายในปัจจุบันคือ งานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยอาหารอันโอชะให้รับประทานมากมาย “เทาเที่ย Tao Tie” สองตัวอักษรจีนนี้ ปกติเราจะไม่ค่อยพบเห็นในการใช้ทั่วไป ปัจจุบันให้ความหมายอุปมาถึง คนที่ตะกละตะกลาม มักมากทรัพย์สิน

ที่มาของชื่อเทาเที่ย มาจากนามกรขององค์ชายห้า ผู้มีรูปลักษณะภายนอกที่ดุร้าย มีเขาเหมือนแพะ ตาโต ปากกว้าง ใบหูผึ่ง แยกเขี้ยวอันแหลมคมดุจพยัคฆ์ มีความละโมบในทรัพย์สินศฤงคารไม่มีสิ้นสุด ในสมัยโบราณนิยมทำลวดลายส่วนหัวของเทาเที่ยลงบนเครื่องสำริด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับภาชนะดื่มกิน เพื่อเป็นเคล็ดเตือนใจให้ไม่โลภในทรัพย์สิน ไม่คดโกง ทั้งนี้เนื่องจากในสมัยโบราณ บุคคลที่สามารถใช้เครื่องสำริดส่วนมากจะเป็นขุนนางและผู้ที่มีฐานะทางสังคม ภาชนะสำริดที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน และพิพิธภัณฑ์ประจำมณฑลหูเป่ย์ นครอู่ฮั่น ที่มีอายุในสมัยราชวงศ์ซาง โจวตะวันตก และโจวตะวันออกจะเห็นลวดลายเทาเที่ยปรากฎอยู่บนภาชนะบอกเล่าถึงเจตจำนงของผู้สร้างในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี

4️⃣ “กงฟู่” องค์ชายหก ผู้พิสมัยวารี

เมื่อเรามีโอกาสไปเดินเที่ยวชมพระราชวัง พระอารามหลวง พระราชสุสาน หรือแม้กระทั่งล่องตามลำน้ำที่จักรพรรดิเคยเสด็จทางชลมารคผ่าน รวมไปถึงใต้เสาสะพานศิลาโบราณ ฯลฯ เราจะเห็นรูปสลักศิลาเป็นหัวมังกรสลักไว้ปลายเสาหรือคานที่ยื่นออก ปากของมังกรจะมีรูสำหรับใช้พ่นน้ำออก บางครั้ง อาจเห็นมังกรสี่ขามีหาง เกาะพาดอยู่บนโขดหินกลางแม่น้ำหรือริมฝั่งแม่น้ำ คอยเฝ้ามองอารักขา

รูปสลักดังกล่าวนี้คือ องค์ชายหกผู้มีนามว่า “กงฟู่” Gong Fu” กงฟู่มีอุปนิสัยชอบน้ำเป็นอย่างมาก ในงานสถาปัตยกรรมจีนโบราณ นิยมนำมาทำเป็นปลายท่อระบายน้ำในสถานที่สำคัญ เช่น บริเวณรอบพระตำหนักไท่เหอเตี้ยน สถานที่ว่าราชการขององค์จักรพรรดิ ใจกลางพระราชวังกู้กงบริเวณฐานยกระดับของตำหนักจะมีท่อระบายน้ำอยู่โดยรอบ หรือบริเวณพระราชสุสานหลวงของจักรพรรดิเช่น ชิงตงหลิง ชิงซีหลิง        หรือหมิงสือซานหลิง เป็นต้น

บริเวณปลายท่อน้ำจะนิยมทำเป็นรูปหัวมังกร จึงเป็นที่มาของคำว่า “สุ่ยหลงโถว” หรือที่เรารู้จักคุ้นเคยกันในชื่อเรียกสำเนียงแต้จิ๋วว่า “จุยเหล่งท๊าว” หรือ “จุ๋ยเล้ง”  ซึ่งถ้าแปลตามตัวอักษรจีนหมายถึง “หัวมังกรน้ำ” หรือ “หัวก๊อกน้ำ” นั่นเอง

แผ่นป้ายนำขบวนขุนนางตุลาการ

ในตอนหน้าจะขอนำไปรู้จักอีกสี่องค์ชายที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากัน นั่นคือ “หยาจื๊อ” ผู้เหี้ยมหาญการต่อสู้ “ซวนหนี” ผู้หลงใหลในเปลวไฟ “เจียวถู” ผู้ชอบสันโดษ และ “ฉิวหนิว” ผู้หลงรักในเสียงดนตรี ในตอนจบครับ

 

บทความโดย: ปริวัฒน์ จันทร

Tag ยอดนิยม

แชร์บทความ

Related Articles